การรักษาความปลอดภัยในกระบวนการโลจิสติกส์

การรักษาความปลอดภัยในกระบวนการโลจิสติกส์ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ต้องจัดไว้เป็นส่วนหนึ่งของ Job description เพราะจากตัวเลขแสดงปริมาณความสูญเสียในปีล่าสุด เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดระหว่างการลำเลียง จัดเก็บ และขนส่ง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ การทุจริตภายในของพนักงานตำแหน่งต่าง ๆ ในองค์กร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะทำการทุจริตกันเป็นขบวนการ คิดเป็นยอดความสูญเสียที่มีอัตราส่วนมากที่สุด เมื่อเทียบกับปริมาณความสูญเสียในเรื่องอื่น ๆ

การทุจริตภายใน มักเกิดขึ้นในขั้นตอนการจัดซื้อ จาก Case study ที่ผ่าน ๆ มาได้ระบุไว้อย่างนั้น วิธีการทุจริตดังกล่าวสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเบิกงบประมาณเกินราคาสินค้า โดยซักซ้อมกับคู่ค้าให้เขียนใบเสร็จอีกราคาหนึ่งเพื่อนำมาเบิกงบ เงินส่วนต่างที่เหลือจากการชำระค่าสินค้า ก็จะถูกแบ่งกันกับผู้เขียนใบเสร็จและกระจายไปสู่ทีมงานของเขาในอีกต่อหนึ่ง

ดังนั้น หน้าที่งานของนักจัดการด้านโลจิสติกส์จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของกระบวนการทางโลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องมีความสามารถในการอ่านคน และเลือกคนให้เหมาะกับหน้าที่งาน เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในทุกๆด้าน เพราะทุกครั้งที่เกิดความสูญเสีย ย่อมหมายถึงกำไรหรือต้นทุนที่หายไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลักล้านต่อปี

อุบัติเหตุในการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งการสูญเสียที่ควบคุมได้ยาก แต่ถ้าหากบริหารจัดการดี ๆ แล้ว ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ อย่างน้อย ๆ ก็ลดลงไปกว่าครึ่ง ตัวอย่างของการสูญเสียในกลุ่มงานนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ เช่นตู้คอนเทนเนอร์ร่วงลงมาจากเครน ทับคนงานอย่างน้อย ๆ ก็ 1 ชีวิต หากลองนับเป็นมูลค่าความเสียหาย ทั้งค่าสินค้าของลูกค้าที่ชำรุด ค่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ต้องสั่งทำใหม่ ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าทำศพ ค่าประกันสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมต่อหนึ่งเคสแล้ว ค่าใช้จ่ายก็อาจไต่ขึ้นถึงหลักล้านหรือมากกว่านั้น

การปล่อยปละละเลยคนงาน ไม่หมั่นตรวจตราเวลาจัดเรียงสินค้าในสต๊อก ก็เป็นหนึ่งในความสูญเสียด้วยเช่นกัน เพราะสินค้าบางชนิดที่ลูกค้านำมาฝากเก็บรักษา หรืออยู่ในระหว่างรอการขนส่งนั้นมีหลากหลาย สินค้าบางชนิดต้องจัดเก็บในที่ควบคุมอุณหภูมิ เช่นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค เป็นต้น  สินค้าบางอย่างหากเกิดการกระแทกเพียงเล็กน้อยก็อาจชำรุดเสียหายได้ เช่น เครื่องแก้ว คริสตัล อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอื่น ๆ

การสอบถามรายละเอียดจากลูกค้าก่อนทำการจัดเก็บหรือลำเลียงนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด ควรทำการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรกับทางบริษัทคู่ค้าโดยละเอียด ว่าสินค้าของเขาต้องทำการเก็บรักษาอย่างไร ต้องระวังในการเคลื่อนย้ายรูปแบบไหนบ้าง เพราะสินค้าบางชนิด เช่น จักรเย็บผ้าไม่สามารถวางกล่องคว่ำหรือตะแคงได้ ตรงนี้ก็ต้องระบุด้วยเช่นกัน และนักจัดการด้านโลจิสติกส์เองก็ต้องส่งต่อหน้าที่งานให้กับผู้ควบคุมการลำเลียงหรือผู้ควบคุมสต๊อก โดยการทำเอกสารอีกชุดหนึ่ง ระบุข้อควรระวังเอาไว้โดยละเอียด

เพียงเท่านี้ อัตราการสูญเสียก็จะลดลงไปมาก และผลกำไรในแต่ละปีก็จะไม่ถูกดึงเอามาใช้จ่ายเพื่อชดเชยความเสียหายเหล่านี้อีกต่อไป

 

การเปลี่ยนไปของทิศทาง Logistics ที่น่าจับตามอง

เมื่อการตลาดเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิตัลแบบเต็มตัว ทิศทางด้านการบริหารและจัดการโลจิสติกส์ก็เปลี่ยนตาม ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการโรงงาน การลำเลียงสินค้า บางขั้นตอนเริ่มถูกลดบทบาทลง โดยเฉพาะขั้นตอนจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบในด้านดีกับวงการโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก ตามรายละเอียดดังนี้

1.การจัดการด้านงบประมาณและรายได้ต่าง ๆ เริ่มง่ายขึ้น

เพราะการเบิกจ่ายในยุคนี้ สามารถทำรายการได้ง่าย ๆ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส ธนาคารและสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ก็เปิดให้บริการผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้ง่าย ๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือที่ทุกคนมี ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวที่ธนาคารเช่นเมื่อก่อน ซึ่งแอปพลิเคชันเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก เพราะทันทีที่ลูกค้าทำการตกลงสั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัท ไม่ว่าจะสั่งผ่านช่องทางไหน ลูกค้าก็สามารถโอนเงินชำระค่าสินค้าผ่านแอปพลิเคชันเหล่านั้นได้ทันที โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลากับการออกเอกสาร เดินทางไปวางบิลเพื่อรับเงินค่าสินค้าจากห้างร้านเช่นในยุคก่อน ๆ ซึ่งบางห้างร้าน ทางบริษัทต้องรอนานเกือบสองเดือนกว่าเงินจะโอนเข้าบัญชีบริษัทเลยก็มี ยิ่งถ้าลูกค้าชำระเงินผ่านบัตรเครดิตก็จะยิ่งถูกเบิกจ่ายคืนสู่ผู้ประกอบการช้าลงไปอีก

2.การขนส่งถูกลดขั้นตอนลง ผลกำไรเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว

ทันทีที่มีการซื้อขายเกิดขึ้น คำสั่งซื้อจะถูกส่งตรงเข้ามาที่ส่วนกลาง ฝ่ายบริหารจัดการสต๊อกสินค้าก็จะทำการเบิกจ่ายและจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าได้ในขั้นตอนเดียว ผิดกับการจัดการตามขั้นตอนโลจิสติกส์ในช่วงก่อนหน้านี้ ที่ต้องดำเนินการจัดหาลำเลียงสินค้าเข้ามาจัดเก็บในสต๊อกสินค้า มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและทำการเบิกจ่าย กว่าจะถึงมือผู้บริโภคก็ล่าช้ากว่าวิธีนี้มาก

3.การใช้แรงงานมนุษย์เริ่มถูกเครื่องจักรเข้ามาแทนที่

ยุคดิจิตัลมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เครื่องจักรหลายชนิดถูกสร้างขึ้นมาทดแทนการใช้แรงงานของมนุษย์ ในบางบริษัทเริ่มมีการทดลองใช้ตามโรงงาน เพราะเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่มีความทนทานมากกว่าร่างกายมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องมีวันหยุด ไม่ต้องลาป่วย จ่ายเงินซื้อเพียงครั้งเดียวก็ทำงานให้โรงงานได้เป็นสิบๆปี ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานในปีหนึ่ง ๆ ได้อย่างมหาศาล

แต่ข้อเสียในอนาคตก็คือ อาจจะมีคนตกงานเพราะการเข้ามาแทนที่ของเครื่องจักรต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อพนักงานทั้งหมดตกงาน พวกเขาก็จะขาดรายได้และไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นลูกค้ามาซื้อสินค้าเหล่านี้ได้เนื่องจากไม่มีกำลังซื้อที่มากพอ ผู้ประกอบการหลายเจ้าจึงระงับโครงการเหล่านี้ไว้ก่อนจนกว่าจะพบทางออกที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย

 

นวัตกรรมการจัดการ Logistics ในภาคเกษตรกรรม

เนื่องจากจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้น แต่การผลิตอาหารในภาคเกษตรกรรมกลับลดลง สังเกตได้จากราคาของผลผลิตที่แพงขึ้นในทุก ๆ ปี ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียน ผลไม้เศรษฐกิจที่ชาวจีนนิยมรับประทาน มีปริมาณการส่งออกสูงมากในแต่ละปี พ่อค้าชาวจีนบางรายหัวใส ทำสัญญาจับจองต้นทุเรียนตามสวน เพื่อรับรองนักท่องเที่ยวชาวจีนจากทัวร์ 0 เหรียญ ถือเป็นกลยุทธ์ทางโลจิสติกส์แบบหนึ่งเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ทุเรียนจึงมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทย ราคาทุเรียนจึงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีตามลำดับ

มีแนวโน้มว่าธุรกิจด้านการเกษตรกรของไทยจะเติบโตมากขึ้นในปีถัดไป เพราะประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกกว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ ปราศจากภัยธรรมชาติร้ายแรงเช่นประเทศอื่น ๆ มากสุดแค่น้ำท่วม แต่ก็ไม่กินระยะเวลานานมากนัก แต่ปัญหาคือเกษตรกรไทยมักจะทิ้งพื้นที่เพาะปลูกให้รกร้าง แล้วหันไปทำอาชีพอื่นแทน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยมีจำนวนลดลงมากในปีล่าสุด ทั้งยังมีราคาแพงขึ้นมากอีกด้วย

เกษตรกรไทยควรลดการจำกัดบทบาทตัวเองในด้านการผลิต ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความรู้กับเกษตรกรด้านการจัดการโลจิสติกส์ในพื้นที่เพาะปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตามกระบวนการที่ถูกต้อง เป็นการเพิ่มความสามารถให้กับเกษตรกรไทย เน้นการเพาะปลูกให้ตรงกับความต้องการของตลาด และมีปริมาณเพียงพอในแต่ละปี ทั้งนี้ทั้งนั้น เกษตรกรไทยก็ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง และเปิดใจรับความรู้ด้านโลจิสติกส์ด้วยเช่นกัน

การจัดการบริหารด้านโลจิสติกส์ที่ดี จะช่วยลดการสูญเสียจากกระบวนการเก็บรักษาและการขนส่งสินค้าได้ ตามที่เห็นกันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ข่าวสับประรดราคาตก เหลือเพียงกิโลกรัมละ 1-5 บาท ทำให้เกษตรกรบางกลุ่มประชดประชันด้วยการนำสับประรดมาเททิ้งตามถนน นั่นเป็นเพราะเกษตรกรไทยขาดความรู้ในด้านโลจิสติกส์ ลองมาคิดกันเล่น ๆ ดูว่า หากพวกเขารวมตัวกัน ช่วยกันหาทางแก้ปัญหา จะช่วยลดความสูญเสียได้มากขนาดไหน

ถ้ากลุ่มเกษตรกร หันมารวมตัวในแต่ละชุมชน หาทางแปรรูปสับประรดในหลาย ๆ รูปแบบ พัฒนาเป็นสินค้าตามฤดูกาลหรือสินค้าประจำชุมชน มองหาสถานที่ฝากขาย หรือใช้ช่องทางในโซเชียลเน็ตเวิร์คให้เป็นประโยชน์ หรือจะนำมากวนเพื่อส่งขายโรงงานขนมใช้สำรับทำไส้คุกกี้และไส้บิสกิตต่าง ๆ หากโชคดี อาจมีโรงงานมารับซื้อถึงที่ ทำให้ลดต้นทุนด้านการขนส่งไปอีก พวกเขาก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าการขายสับประรดสด ๆ ในราคาไม่ถึงสิบบาทอย่างแน่นอน ไม่ต้องนำมาเททิ้งให้เสียของ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียจากกระบวนการเก็บรักษาได้ดีอีกด้วย