สิ่งที่ควรคำนึงถึงทุกครั้งในการจัดการบริหารโลจิสติกส์

                เพราะการลำเลียงสิ่งของจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทุกครั้ง แม้จะเป็นเพียงระยะทางอันใกล้ก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นตามมา เพียงแต่จะมากหรือน้อยก็ลดหลั่นกันลงไปตามระยะทางและประเภทของการจัดการขนส่งเท่านั้น ซึ่งเมื่อมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในทุกการลำเลียงแล้ว จึงควรกลั่นกรองวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับการขนส่งสิ่งนั้นๆก่อนเริ่มดำเนินการจัดการโลจิสติกส์ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเซฟทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาและที่สำคัญเพื่อการบรรลุถึงจุดประสงค์ของการขนส่งที่แท้จริงอีกด้วย

สิ่งพื้นฐานที่ควรคำนึงถึงก่อนเริ่มจัดการโลจิสติกส์

เพราะทุกกระบวนการในการจัดส่งลำเลียงมีความสำคัญเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการวางแผนก่อนเริ่มดำเนินการเพื่อให้การจัดการโลจิสติกส์ในครั้งนั้นๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็วตอบโจทย์ผู้รับให้ได้มากที่สุด

-สถานที่ในการจัดส่ง ควรวิเคราะห์เสียก่อนว่าสถานที่ในการจัดส่งเป็นเช่นไร มีสภาพอากาศและระหว่างทางเป็นเช่นไร เพื่อจัดการเลือกวิธีการในการขนส่งให้เหมาะสมที่สุดก่อนออกเดินทาง จะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไปในตัว

-ปริมาณสิ่งของที่ขนส่ง เพื่อเลือกใช้วิธีการในการขนส่งให้เหมาะสม หากเป็นสิ่งของที่มีขนาดใหญ่แต่ไม่ต้องการความรวดเร็วมากนักก็อาจจัดการขนส่งโดยทางเรือ หรือหากเป็นสิ่งของที่มีขนาดทั่วไปไม่ใหญ่มากนักและต้องการความรวดเร็วมากขึ้นก็ใช้วิธีการขนส่งทางอากาศหรือทางเครื่องบินนั่นเอง

-สิ่งของที่ขนส่งนั้นเอง มีลักษณะอย่างไร และลักษณะจำเพาะเป็นเช่นไร เกิดการเน่าเสียได้ง่ายหรือไม่หากเป็นของสดเสียง่าย หรือสิ่งของนั้นๆควรได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในระหว่างการขนส่งเพราะเป็นสิ่งของที่อาจเกิดการแตกได้ง่าย ก็ควรเลือกวิธีการให้เหมาะสมด้วย

-เวลาที่กำหนดไว้ในการขนส่ง คำนวณเวลาเสียให้เรียบร้อยว่าหากมีการกำหนดเวลาเท่านั้นเท่านี้ ควรเลือกใช้วิธีการใดจึงจะเหมาะสมที่สุดด้วย

-ค่าใช้จ่าย ต้องเช็คดูเสียก่อนว่าทั้งผู้ส่งมอบและผู้รับมอบมีการกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นต้นทุนในการลำเลียงหรือขนส่งหรือไม่ หากค่าใช้จ่ายในการจัดการโลจิสติกส์นี้มีส่วนสำคัญในการนำไปคำนวณเป็นต้นทุนด้วยแล้ว ควรเลือกใช้วิธีการใดในการจัดการจึงจะช่วยลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด

-ลูกค้า หรือผู้รับมอบสิ่งของนั้นๆ สิ่งนี้ถือเป็นปัจจัยหลักในการจัดการขนส่งเลยก็ว่าได้ เพราะทุกอย่างจะถูกกำหนดได้โดยลูกค้า และจะมีการจัดการขนส่งตามออเดอร์หรือความประสงค์ที่ลูกค้าต้องการเป็นหลัก นอกเสียจากว่าสิ่งของนั้นๆไม่สามารถจัดส่งโดยวิธีการอื่นๆได้แล้ว ดังนั้นจึงควรเจรจาให้เข้าใจตรงกันมากที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาและตรงกับใจของทุกฝ่าย

กระบวนการโลจิสติกส์มีความสำคัญในทุกขั้นตอน ดังนั้นจึงควรมีการวางแผนอย่างรอบคอบให้ดีเสียก่อนดำเนินการ เพื่อเป็นการลดต้นทุนและตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้จัดส่งและผู้รับให้ได้มากที่สุด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนั่นเอง

โลจิสติกส์ อีกหนึ่งกระบวนการสำคัญในปัจจุบันที่ต้องพึ่งพาและขาดไม่ได้

เนื่องจากในปัจจุบันมีการเปิดกว้างทางการค้าเสรีมากขึ้น มีการติดต่อค้าขายประสานงานทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศอย่างเสรี ซึ่งนับว่าเป็นการกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และทุกการค้าขายระหว่างกันย่อมต้องมีการขนส่งลำเลียงสินค้าให้แก่กันตามออเดอร์ของลูกค้า ซึ่งการขนส่งทั้งในประเทศและระหว่างประเทศมีส่วนสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้การประสานงานธุรกิจดำเนินไปได้โดยไม่มีสะดุด

ดังนั้นกระบวนการโลจิสติกส์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการดึงธุรกิจต่าง ๆ ให้เป็นไปในแนวโน้มที่มียอดขายพุ่งสูงขึ้น เพราะหากเมื่อใดก็ตามที่แบรนด์นั้น ๆ มีกระบวนการขนส่งหรือลำเลียงสินค้าเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าไม่คล่องแคล่ว ติดขัดในด้านต่าง ๆ  ย่อมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดการเบื่อหน่ายและหันไปหาธุรกิจใหม่ ๆ ได้

เพราะอะไรกระบวนการนี้จึงมีความสำคัญ

-ช่วยให้เกิดการลำเลียงสินค้าส่งมอบระหว่างกันและกันทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นไปโดยง่ายดาย ซึ่งมีการขนส่งได้ทุกประเภทการขนส่ง ทั้งทางบก ทางเรือหรือทางอากาศ นั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการโลจิสติกส์มีส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ  เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและง่ายดายกว่าในสมัยอดีตที่การขนส่งจะเป็นไปโดยทางเรือเท่านั้น จึงทำให้การติดต่อค้าขายธุรกิจในอดีตเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะระยะเวลาและความปลอดภัยในการส่งมอบสินค้าให้ถึงมือลูกค้ามีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมาก

-คู่ค้าสามารถเลือกความปลอดภัยของการขนส่งสินค้าได้หลากหลายช่องทางมากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงระยะเวลาในการได้รับมอบสินค้านั่นเอง เพราะหากเป็นธุรกิจระหว่างประเทศที่ต้องการความรวดเร็วก็ย่อมออเดอร์ให้จัดส่งสินค้าทางอากาศโดยการขนส่งผ่านเครื่องบิน แต่นั่นก็หมายถึงความต้องยอมแลกซึ่งราคาค่าขนส่งที่สูงกว่าการขนส่งในประเภทอื่น ๆ ด้วย แต่ลูกค้าจะมั่นใจได้ว่าตนจะได้รับสินค้าในเร็ววันกว่าการขนส่งประเภทอื่นนั่นเอง

-ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการตัดสินใจร่วมทำธุรกิจหรือร่วมซื้อสินค้าได้เร็วขึ้น เพราะการมีกระบวนการโลจิสติกส์ที่ดีมีส่วนช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เพราะการบริการส่งมองสินค้าที่รวดเร็วและปลอดภัยกว่าย่อมต้องดีกว่าการบริการในการส่งมอบสินค้าช้าและมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นโลจิสติกส์จึงเป็นส่วนสำคัญในการฉุดยอดธุรกิจให้สูงขึ้นได้

และเมื่อในโลกยุคปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว การขนส่งจึงมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งการออเดอร์สินค้าหรือร่วมตกลงทางธุรกิจและการสั่งการโลจิสติกส์ต่าง ๆ สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว จึงตอบโจทย์วิถีชีวิตยุค 4G นี้ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้กระบวนการโลจิสติกส์กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันด้านฐานเศรษฐกิจไปเสียแล้ว

การจัดแบ่งประเภทของการจัดการโลจิสติกส์ที่ควรรู้ไว้

กระบวนการโลจิสติกส์ย่อมมีส่วนสำคัญในทุกการดำเนินงานทุกธุรกิจ แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ล้วนต้องพึ่งพาการขนส่งด้วยกันทั้งนั้น จึงนับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการขยายตัวทางธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการจัดแบ่งประเภทของการจัดการโลจิสติกส์ไว้ 3 ประเภทใหญ่ๆคือ

1.การจัดการโลจิสติกส์ด้านการทหาร (Military Logistics Management) คือการจัดส่งลำเลียงขนส่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องด้านการทหารเพื่อจุดประสงค์หลักในการบริหารและป้องกันดูแลประเทศ ได้แก่ การจัดส่งลำเลียงยุทโธปกรณ์ อาหารสำหรับทหาร สัตว์ สิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในการทหาร หรือแม้กระทั่งการลำเลียงข้อมูลระบบสารสนเทศจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการทหาร นั่นก็หมายถึงโลจิสติกส์ด้านการทหารเช่นกัน สรุปได้โดยง่ายว่า   ทุกอย่างที่เป็นการจัดการขนส่งเกี่ยวกับด้านทหารนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโลจิสติกส์ด้านการทหาร ที่มีจุดประสงค์มุ่งหมายสำคัญในการนำชัยชนะมาสู่ตนนั่นเอง

2.การจัดการโลจิสติกส์ด้านวิศวกรรม (Engineering Logistics Management) คือทุกอย่างที่เป็นการขนส่งเกี่ยวกับด้านวิศวกรรมและไม่ว่าจะเป็นการวิศวกรรมทั้งในประเทศหรือระหว่างประเทศก็ตาม ขอให้เป็นการจัดส่งเพื่อวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างหรือการวิศวกรรมแล้วนั้นอยู่ในโหมดของการจัดการโลจิสติกส์ด้านวิศวกรรมทั้งสิ้น ซึ่งในปัจจุบันการจัดการขนส่งทางด้านวิศวกรรมก็มีความรวดเร็วและสะดวกสบายกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก เนื่องจากวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปและระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนที่ในหลายๆระบบ จึงมีส่วนช่วยทำให้การจัดการขนส่งเป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งการขนส่งทางด้านวิศวกรรมได้แก่ การขนส่งสิ่งของหรือข้อมูลที่นำไปสร้างสาธารณูปโภค อาคาร สาธารณูปการเพื่อการซ่อมสร้างและซ่อมแซม และมีทุกระบบในการจัดการไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ      ก็ตาม

3.การจัดการโลจิสติกส์ด้านธุรกิจ (Business Logistics Management) นับว่าการจัดการด้านนี้เติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วมากกว่าการขนส่งลำเลียงมากกว่าด้านอื่นที่กล่าวมาเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเนื่องจากมีการเปิดกว้างทางการค้าเสรีมากขึ้น มีการกระจายตัวทางสินค้าระหว่างประเทศและการจัดส่งลำเลียงมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว จึงมีส่วนช่วยให้การจัดการโลจิสติกส์ด้านนี้ขยายตัวรวดเร็วมากกว่าด้านอื่นๆหากเทียบกับอัตราการเจริญเติบโต และการจัดการโลจิสติกส์ด้านนี้นับว่ามีการลำเลียงขนส่งสินค้าทางอากาศมากกว่าด้านอื่นๆเป็นอย่างมาก เพราะธุรกิจสมัยที่ต้องการความรวดเร็วเป็นสำคัญเพื่อวัตถุประสงค์หลักในการมุ่งหวังความสำเร็จทางธุรกิจเป็นส่วนสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงรายรับที่ดีดตัวสูงขึ้นจนทำให้มีผลประกอบการที่ดีขึ้น ดังนั้นเมื่อเป็นโลจิสติกส์ทางด้านธุรกิจก็ย่อมยอมลงทุนในการขนส่งเพื่อความรวดเร็วที่สุดนั่นเอง

ทุกประเภทการจัดการโลจิสติกส์แม้จะมีความลดหลั่นในการขนส่งลำเลียงก็ตาม แต่ทุกประเภทล้วนมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่และการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง จึงไม่สามารถขาดประเภทการจัดการโลจิสติกส์ด้านใดได้เลย อีกทั้งทุกประเภทที่กล่าวมาก็ย่อมต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอีกด้วย

การรักษาความปลอดภัยในกระบวนการโลจิสติกส์

การรักษาความปลอดภัยในกระบวนการโลจิสติกส์ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ต้องจัดไว้เป็นส่วนหนึ่งของ Job description เพราะจากตัวเลขแสดงปริมาณความสูญเสียในปีล่าสุด เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดระหว่างการลำเลียง จัดเก็บ และขนส่ง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ การทุจริตภายในของพนักงานตำแหน่งต่าง ๆ ในองค์กร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะทำการทุจริตกันเป็นขบวนการ คิดเป็นยอดความสูญเสียที่มีอัตราส่วนมากที่สุด เมื่อเทียบกับปริมาณความสูญเสียในเรื่องอื่น ๆ

การทุจริตภายใน มักเกิดขึ้นในขั้นตอนการจัดซื้อ จาก Case study ที่ผ่าน ๆ มาได้ระบุไว้อย่างนั้น วิธีการทุจริตดังกล่าวสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเบิกงบประมาณเกินราคาสินค้า โดยซักซ้อมกับคู่ค้าให้เขียนใบเสร็จอีกราคาหนึ่งเพื่อนำมาเบิกงบ เงินส่วนต่างที่เหลือจากการชำระค่าสินค้า ก็จะถูกแบ่งกันกับผู้เขียนใบเสร็จและกระจายไปสู่ทีมงานของเขาในอีกต่อหนึ่ง

ดังนั้น หน้าที่งานของนักจัดการด้านโลจิสติกส์จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของกระบวนการทางโลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องมีความสามารถในการอ่านคน และเลือกคนให้เหมาะกับหน้าที่งาน เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในทุกๆด้าน เพราะทุกครั้งที่เกิดความสูญเสีย ย่อมหมายถึงกำไรหรือต้นทุนที่หายไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลักล้านต่อปี

อุบัติเหตุในการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งการสูญเสียที่ควบคุมได้ยาก แต่ถ้าหากบริหารจัดการดี ๆ แล้ว ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ อย่างน้อย ๆ ก็ลดลงไปกว่าครึ่ง ตัวอย่างของการสูญเสียในกลุ่มงานนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ เช่นตู้คอนเทนเนอร์ร่วงลงมาจากเครน ทับคนงานอย่างน้อย ๆ ก็ 1 ชีวิต หากลองนับเป็นมูลค่าความเสียหาย ทั้งค่าสินค้าของลูกค้าที่ชำรุด ค่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ต้องสั่งทำใหม่ ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าทำศพ ค่าประกันสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมต่อหนึ่งเคสแล้ว ค่าใช้จ่ายก็อาจไต่ขึ้นถึงหลักล้านหรือมากกว่านั้น

การปล่อยปละละเลยคนงาน ไม่หมั่นตรวจตราเวลาจัดเรียงสินค้าในสต๊อก ก็เป็นหนึ่งในความสูญเสียด้วยเช่นกัน เพราะสินค้าบางชนิดที่ลูกค้านำมาฝากเก็บรักษา หรืออยู่ในระหว่างรอการขนส่งนั้นมีหลากหลาย สินค้าบางชนิดต้องจัดเก็บในที่ควบคุมอุณหภูมิ เช่นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค เป็นต้น  สินค้าบางอย่างหากเกิดการกระแทกเพียงเล็กน้อยก็อาจชำรุดเสียหายได้ เช่น เครื่องแก้ว คริสตัล อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอื่น ๆ

การสอบถามรายละเอียดจากลูกค้าก่อนทำการจัดเก็บหรือลำเลียงนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด ควรทำการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรกับทางบริษัทคู่ค้าโดยละเอียด ว่าสินค้าของเขาต้องทำการเก็บรักษาอย่างไร ต้องระวังในการเคลื่อนย้ายรูปแบบไหนบ้าง เพราะสินค้าบางชนิด เช่น จักรเย็บผ้าไม่สามารถวางกล่องคว่ำหรือตะแคงได้ ตรงนี้ก็ต้องระบุด้วยเช่นกัน และนักจัดการด้านโลจิสติกส์เองก็ต้องส่งต่อหน้าที่งานให้กับผู้ควบคุมการลำเลียงหรือผู้ควบคุมสต๊อก โดยการทำเอกสารอีกชุดหนึ่ง ระบุข้อควรระวังเอาไว้โดยละเอียด

เพียงเท่านี้ อัตราการสูญเสียก็จะลดลงไปมาก และผลกำไรในแต่ละปีก็จะไม่ถูกดึงเอามาใช้จ่ายเพื่อชดเชยความเสียหายเหล่านี้อีกต่อไป

 

การบริหารจัดการด้าน Logistics ในระบบโรงงาน

โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งเพียงอย่างเดียว การจัดการระบบการขับเคลื่อนในโรงงานก็ถือเป็นหนึ่งในการจัดการด้านโลจิสติกส์ด้วยเช่นกัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะความหมายที่แท้จริงของการจัดการด้านโลจิสติกส์ก็คือ การบริหารการสั่งซื้อ การลำเลียงสินค้า เคลื่อนย้ายเพื่อจัดเก็บ เตรียมความพร้อมก่อนทำการกระจายสินค้าตรงสู่มือผู้บริโภคนั่นเอง

ขั้นตอนการจัดทำโลจิสติกส์ระบบโรงงานแบบเข้าใจง่าย มีดังนี้

1.การทำบัญชีสินค้าเข้า-ออก

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะทุกครั้งที่มีสินค้าเข้าออก หากไม่มีการบันทึกไว้ จะส่งผลเสียตามมาอย่างมากมาย เช่นสินค้าหมดอายุ เสื่อมสภาพ สั่งสินค้าตัวเดิมเข้ามาซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ของเก่ายังไม่ถูกระบายออกไป เป็นต้น การทำบัญชีสินค้าเข้าออกที่ดีนั้น ต้องมีรายละเอียดของการรับเข้า –จ่ายออก วันที่รับเข้า จำนวน ชื่อผู้รับ-เบิกสินค้า และรายละเอียดอื่น ๆ ที่สำคัญตามประเภทของกิจการนั้น ๆ

2.บริหารจัดการพนักงานอย่างรัดกุม

ควรจัดลำดับหน้าที่งานให้เหมาะสม และอบรมวิธีการจัดการตามตำแหน่งต่าง ๆ ให้ชัดเจน จับตามองอย่างใกล้ชิดแต่ต้องไม่มากเกินไปจนทำให้พนักงานรู้สึกอึดอัด เพราะการสูญเสียที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักจะมาจากการบริหารจัดการพนักงานได้ไม่ดีพอ ทำให้เกิดความผิดพลาดในด้านต่าง ๆ จนเกิดความเสี่ยงต่อผลกำไรของบริษัท

3.จัดการเรื่องระบบขนส่งลำเลียงภายในโรงงาน

ควรจัดการให้เหมาะสม ตรงไหนควรใช้คนก็จัดลำดับหน้าที่งานให้ดี จะได้ไม่เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมากจนเกินควร ตรงไหนควรใช้เครื่องจักร ก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ เช่นระวังอัคคีภัย หรือเครื่องจักรขัดข้องจนทำให้เกิดปัญหาในการลำเลียงสินค้า เป็นต้น

4.ควบคุมการจัดซื้อและจัดเก็บวัตถุดิบภายในโรงงาน

มีหลายโรงงานที่ต้องปิดตัวลงเพราะการรั่วไหลของเงินทุนภายในบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการจัดซื้อและจัดเก็บสินค้าภายในโรงงานค่อนข้างมาก การป้องกันการสูญเสียในกรณีนี้ควรเริ่มจากกระบวนการจัดซื้อ ทุกครั้งที่มีการจัดซื้อ ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมและร่วมตัดสินใจไม่ต่ำกว่าสามคน เพราะหากปล่อยให้มีเจ้าหน้าที่จัดการเพียงคนเดียว อาจเกิดแรงจูงใจให้คิดทุจริตได้ไม่ยาก

การจัดเก็บและการเบิกสินค้าก็เช่นเดียวกัน มีหลายโรงงานที่ขาดทุนเพราะลูกน้องทุจริต ยักยอกสินค้าภายในโรงงานไปจำหน่ายหรือใช้ส่วนตัวก็มี ดังนั้น ถ้าการจัดการด้านโลจิสติกส์เข้ามามีบทบาทในโรงงาน ความสูญเสียตรงจุดนี้ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น

หากบริหารจัดการได้ครบตาม 5 ข้อนี้ ทางโรงงานก็จะประสบความสำเร็จในการควบคุมค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นได้อย่างสัมฤทธิ์ผล ทั้งหมดนี้คือการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์แบบง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แล้วค่อยเข้าสู่กระบวนการถัดไป เช่นการขนส่ง และการจัดจำหน่ายในอนาคต

 

การเปลี่ยนไปของทิศทาง Logistics ที่น่าจับตามอง

เมื่อการตลาดเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิตัลแบบเต็มตัว ทิศทางด้านการบริหารและจัดการโลจิสติกส์ก็เปลี่ยนตาม ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการโรงงาน การลำเลียงสินค้า บางขั้นตอนเริ่มถูกลดบทบาทลง โดยเฉพาะขั้นตอนจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบในด้านดีกับวงการโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก ตามรายละเอียดดังนี้

1.การจัดการด้านงบประมาณและรายได้ต่าง ๆ เริ่มง่ายขึ้น

เพราะการเบิกจ่ายในยุคนี้ สามารถทำรายการได้ง่าย ๆ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส ธนาคารและสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ก็เปิดให้บริการผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้ง่าย ๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือที่ทุกคนมี ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวที่ธนาคารเช่นเมื่อก่อน ซึ่งแอปพลิเคชันเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก เพราะทันทีที่ลูกค้าทำการตกลงสั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัท ไม่ว่าจะสั่งผ่านช่องทางไหน ลูกค้าก็สามารถโอนเงินชำระค่าสินค้าผ่านแอปพลิเคชันเหล่านั้นได้ทันที โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลากับการออกเอกสาร เดินทางไปวางบิลเพื่อรับเงินค่าสินค้าจากห้างร้านเช่นในยุคก่อน ๆ ซึ่งบางห้างร้าน ทางบริษัทต้องรอนานเกือบสองเดือนกว่าเงินจะโอนเข้าบัญชีบริษัทเลยก็มี ยิ่งถ้าลูกค้าชำระเงินผ่านบัตรเครดิตก็จะยิ่งถูกเบิกจ่ายคืนสู่ผู้ประกอบการช้าลงไปอีก

2.การขนส่งถูกลดขั้นตอนลง ผลกำไรเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว

ทันทีที่มีการซื้อขายเกิดขึ้น คำสั่งซื้อจะถูกส่งตรงเข้ามาที่ส่วนกลาง ฝ่ายบริหารจัดการสต๊อกสินค้าก็จะทำการเบิกจ่ายและจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าได้ในขั้นตอนเดียว ผิดกับการจัดการตามขั้นตอนโลจิสติกส์ในช่วงก่อนหน้านี้ ที่ต้องดำเนินการจัดหาลำเลียงสินค้าเข้ามาจัดเก็บในสต๊อกสินค้า มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและทำการเบิกจ่าย กว่าจะถึงมือผู้บริโภคก็ล่าช้ากว่าวิธีนี้มาก

3.การใช้แรงงานมนุษย์เริ่มถูกเครื่องจักรเข้ามาแทนที่

ยุคดิจิตัลมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เครื่องจักรหลายชนิดถูกสร้างขึ้นมาทดแทนการใช้แรงงานของมนุษย์ ในบางบริษัทเริ่มมีการทดลองใช้ตามโรงงาน เพราะเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่มีความทนทานมากกว่าร่างกายมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องมีวันหยุด ไม่ต้องลาป่วย จ่ายเงินซื้อเพียงครั้งเดียวก็ทำงานให้โรงงานได้เป็นสิบๆปี ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานในปีหนึ่ง ๆ ได้อย่างมหาศาล

แต่ข้อเสียในอนาคตก็คือ อาจจะมีคนตกงานเพราะการเข้ามาแทนที่ของเครื่องจักรต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อพนักงานทั้งหมดตกงาน พวกเขาก็จะขาดรายได้และไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นลูกค้ามาซื้อสินค้าเหล่านี้ได้เนื่องจากไม่มีกำลังซื้อที่มากพอ ผู้ประกอบการหลายเจ้าจึงระงับโครงการเหล่านี้ไว้ก่อนจนกว่าจะพบทางออกที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย

 

การปรับใช้การบริหารด้าน Logistics กับกิจการขนาดเล็กหรืออุตสาหกรรมท้องถิ่น

การจัดการด้าน Logistics จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจทุกประเภท สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก การจัดการด้านโลจิสติกส์ถือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะธุรกิจของคุณจะเติบโตหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการนี้ทั้งสิ้น ซึ่งการจัดการด้านโลจิสติกส์นั้นไม่ใช่เรื่องเข้าใจยากหรือซับซ้อน มันคือเรื่องของการบริหารต้นทุน การผลิต และการขนส่งจนถึงมือผู้บริโภคนั่นเอง

ก่อนอื่น เจ้าของกิจการต้องวางแผนด้านการผลิตก่อน ว่าสินค้าของเราจะทำการจัดซื้อวัตถุดิบจากที่ไหน ราคาเท่าไหร่ และถ้าอีกแหล่งหนึ่งให้ราคาวัตถุดิบที่ถูกกว่า ค่าขนส่งวัตถุดิบจากแหล่งจำหน่ายมาจนถึงโรงงาน ถ้าเทียบกับเจ้าแรกนั้น ใช้งบประมาณมากกว่าหรือน้อยกว่าอย่างไร หากเจ้าแรกราคาแพงกว่าแต่อยู่ใกล้โรงงานเรานิดเดียวแถมยังมีบริการจัดส่งสินค้าให้ฟรีภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ เช่นสั่งซื้อในปริมาณที่กำหนด หรือจัดส่งฟรีในระยะห่างไม่เกิน 1 กิโลเมตร ถึงจะมีราคาสูงกว่าแต่ก็ลดต้นทุนให้เราได้มากกว่าเจ้าที่ให้ราคาถูกกว่า เป็นต้น

ทันข่าวสารอยู่เสมอและหัดเป็นคนช่างสังเกต การเป็นเจ้าของกิจการ ต้องอับเดตข่าวสารทางธุรกิจตลอดเวลา เพื่อลดความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ เช่น ผู้ประกอบการเปิดร้านเครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง มียอดขายเป็นที่น่าพอใจ แต่ต่อมาไม่นานก็มีห้างเปิดใหม่มาเปิดตัวอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เครื่องสำอางแบรนด์หนึ่งมีโปรลดราคาในห้างนั้น ทำให้ส่งผลกระทบกับยอดขาย ทางร้านจึงพลิกแพลงด้วยการใช้โปรโมชั่นเครื่องสำอางเก่าแลกซื้อเครื่องสำอางใหม่ในราคาพิเศษ โดยไม่จำกัดแบรนด์ที่นำมาแลกซื้อ ทำให้ทางร้านมีรายได้เพิ่มขึ้นและได้มีโอกาสเคลียร์สต๊อกสินค้าตามหลักการจัดการด้านLogistics อีกด้วย

พลิกแพลงตามสภาพเศรษฐกิจ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจมีความผันแปรอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบการต้องมีไหวพริบและพร้อมที่จะพลิกแพลงหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของตนเองอยู่เสมอ การเตรียมพร้อมเหล่านี้จะช่วยให้คุณกล้าตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของกิจการขายเสื้อผ้าขนาดเล็ก มีหน้าร้านที่ห้างสรรพสินค้าสองแห่ง ในช่วงปีแรก ๆ กิจการกำลังไปได้สวย แต่เจ้าของกิจการก็ไม่ชะล่าใจ เปิดหน้าร้านออนไลน์เพื่อช่วยขายเพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง

ต่อมา ธุรกิจค้าปลีกเริ่มซบเซา พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยเดินทางมาที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกซื้อเสื้อผ้า ก็เริ่มสั่งสินค้าจากทางเฟซบุ๊คเพิ่มมากขึ้น รายได้จากการขายออนไลน์เริ่มเติบโตในขณะที่รายได้จากหน้าร้านเริ่มลดลง เจ้าของร้านจึงตัดสินใจ ปิดตัวลง 1 สาขา และนำพนักงานขายมาอยู่รวมกันในร้านเดียว เพื่อรองรับเรื่องบริการหลังการขาย นอกจากนี้ ทางร้านยังเปิดรับแก้ทรงและซ่อมแซมเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง เพราะมีจักรและช่างตัดเย็บฝีมือดีประจำแบรนด์เสื้อผ้าอยู่ก่อนแล้ว  ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาลและในส่วนของยอดขายรวมถึงคอมมิชชั่นของพนักงานก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นี่คือตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ใช้หลักการบริหารแบบ Logistics เป็นแนวทางนั่นเอง

 

ทำไมอาชีพนักจัดการด้านโลจิสติกส์จึงเป็นที่สนใจของกลุ่มนักศึกษา

จากการเปิดเผยสถิติด้านการศึกษาในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา สังเกตได้ว่ามีกลุ่มนักศึกษาเลือกเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้าน Logistics กันมากขึ้น เพราะคาดหวังว่าอาชีพที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต หางานได้ง่าย เป็นที่ต้องการในกลุ่มธุรกิจ และไม่มีการแข่งขันสูงเช่นอาชีพในแวดวงอื่น ๆ

แต่บางส่วนถือเป็นการคาดเดาที่ผิด เพราะอาชีพนี้มีเงื่อนไขในการคัดเลือกบุคลากรค่อนข้างสูง คนที่มีความสามารถจริง ๆ เท่านั้นที่จะผ่านการสัมภาษณ์และถูกส่งเข้าไปทดลองงาน กว่าจะได้ในตำแหน่งที่ต้องการ ก็ต้องผ่านการฝึกฝนประสบการณ์ ถูกเคี่ยวจากนักจัดการด้านโลจิสติกส์รุ่นพี่เสียก่อนในระยะหนึ่ง

อัตราเงินเดือนที่ค่อนข้างสูง ดึงดูดให้น้อง ๆ นักศึกษาตัดสินใจมาสมัครเรียนกันมากขึ้น หลายคนเข้าใจว่าโลจิสติกส์คือการเรียนรู้เรื่องการลำเลียงและดำเนินการขนส่งสินค้าและซัพพลายเชน ซึ่งจริง ๆ แล้ว โลจิสติกส์มีรายละเอียดปลีกย่อยและแง่มุมอื่น ๆ ที่น่าศึกษาอีกมาก แต่หลาย ๆ คนไม่เคยกล่าวถึงเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่จะมาทำงานด้านโลจิสติกส์ต้องมีความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษี, การนำเข้า-ส่งออก, กฎหมายการค้าระหว่างประเทศร่วมด้วย หากใครไม่ชอบเรียนเกี่ยวกับงานกฎหมายและเรื่องภาษีต่าง ๆ ก็คงรู้สึกอึดอัดกับวิชาเหล่านี้ อย่างน้อย ๆ ต้องเปิดใจยอมรับ เพราะวิชาต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือส่วนสำคัญของการทำงานด้านโลจิสติกส์เช่นกัน

ความรู้ด้านภาษาก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่ผู้อยากทำงานด้านโลจิสติกส์ต้องมี  เพราะผู้ที่จะเข้ามาทำงานในสายนี้ต้องพบปะผู้คนมากมาย และต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ต่อให้เป็นบริษัทที่ทำงานภายในประเทศก็ตาม ควรศึกษาเรื่องศัพท์เทคนิคต่าง ๆ หรือฝึกการติดต่อประสานงานกับชาวต่างชาติบ่อย ๆ เพราะต้องมีโอกาสได้ใช้ทักษะด้านภาษาในงานนี้แน่ ๆ อยู่แล้ว

การอ่านคนและการบริหารคนก็ถือว่าเป็นหนึ่งในหน้าที่งานด้วยเช่นกัน นักบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ที่ดี ต้องอ่านคนให้เป็น เลือกใช้คนให้เหมาะกับหน้าที่งาน มองให้ออกว่าแต่ละคนเขามีความคิดเช่นไร พฤติกรรมส่วนตัวข้อไหนบ้างที่เป็นผลเสียต่อบริษัท มีแนวโน้มว่าจะทุจริตในอนาคตหรือไม่ เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทางองค์กรในภายหลัง

ทั้งหมดนี้คือแง่มุมหนึ่งของอาชีพนักจัดการด้านโลจิสติกส์ที่น้อง ๆ หลายคนอาจยังไม่เคยทราบ เพราะหลายคนโฟกัสไปที่เงินเดือนและเข้าใจว่าเป็นการทำงานด้านการขนส่งสินค้าเป็นหลัก ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในหน้าที่งานที่มากกว่านั้น อย่างน้อย ๆ ข้อมูลเหล่านี้คงพอมีส่วนช่วยในการตัดสินใจ และเตรียมตัวเพื่อเข้ามาเป็นบุคลากรที่ดีที่มีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งต่อไปได้ในอนาคต

 

ทำไม Logistics ทางน้ำจึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

การขนส่งทางเรือหรือทางน้ำประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าช่องทางอื่น เหตุผลข้อแรกที่ทำให้การขนส่งทางน้ำเป็นทางเลือกแรก ๆ ที่นักจัดการด้านโลจิสติกส์ของหลาย ๆ บริษัทเลือกใช้ คือเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่าย การขนส่งทางน้ำนั้นใช้ค่าจัดส่งน้อยมากเมื่อเทียบกับการขนส่งช่องทางอื่น ๆ ส่งสินค้าได้ในปริมาณมาก อัตราค่าภาษีนำเข้าของแต่ละท่าเรือก็ไม่สูงมาก ไม่ต้องจ้างคนยกเพราะทางบริษัทเดินเรือมีบริการให้ครบวงจร โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียอะไรเพิ่มนอกจากค่าขนส่ง และเสี่ยงกับอัตราความเสียหายน้อยกว่าการขนส่งประเภทอื่น ๆ

การขนส่งทางน้ำสามารถขนส่งสินค้าได้ครั้งละมาก ๆ

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การขนส่งทางน้ำกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ก็คือปริมาณในการขนส่งนั่นเอง ทางผู้ประกอบการสามารถจัดส่งสินค้าได้คราวละมาก ๆ โดยเลือกตู้คอนเทนเนอร์ตามความเหมาะสมของประเภทและจำนวนของสินค้าที่ต้องการจัดส่ง ทำให้ย่นระยะเวลาและลดขั้นตอนในการกระจายสินค้า แถมยังประหยัดต้นทุนได้อย่างมหาศาลตามที่กล่าวไปในหัวข้อแรก

มีรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ให้เลือกหลากหลายตามความเหมาะสมของตัวสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องการจัดส่ง

การขนส่งทางเรือจะมีตู้คอนเทนเนอร์ให้ผู้ประกอบการเลือกได้ตามความเหมาะสมของสินค้านั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้แช่แข็งสำหรับอาหารสด ตู้คอนเทนเนอร์แบบ Dry Cargoes สำหรับใส่สินค้าทั่วไป ตู้คอนเทนเนอร์ปรับอากาศสำหรับสินค้าที่ต้องระวังเรื่องอุณหภูมิเป็นพิเศษ เช่น สินค้าเวชภัณฑ์ สารเคมีต่าง ๆ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าระดับราคาในการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์แต่ละประเภทนั้นก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนักจัดการด้านโลจิสติกส์อีกทางหนึ่ง

การขนส่งทางน้ำใช้ระยะเวลาไม่นานอย่างที่คิด

หากไม่ใช่หน้ามรสุม การขนส่งทางน้ำก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการขนส่งสินค้าในปริมาณมาก ๆ หรือขนส่งข้ามประเทศ และใช้เวลาในการขนส่งแต่ละครั้งไม่นานอย่างที่คิด เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการจัดการด้านโลจิสติกส์ที่รัดกุม ทำให้ระยะเวลาในการขนส่งทางน้ำยุคปัจจุบันใช้เวลาเพียง 2-5วันเป็นอย่างช้า

ท้ายสุดคือการขนส่งทางน้ำ ยังคงมีความปลอดภัยสูง เพราะมีระบบการรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดี ส่วนใหญ่ ทางกิจการเดินเรือจะมีการรับประกันความเสียหายของสินค้าในอัตราที่สูงกว่าการขนส่งช่องทางอื่น ๆ พวกเขามีทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์คอยบริหารและควบคุมการทำงาน เพื่อลดอัตราการสูญเสียให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีเจ้าหน้าที่ควบคุมสินค้าต่อหนึ่งลำเรือเป็นจำนวนมาก แต่ละคนล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการอบรมมาอย่างดี ดังนั้น ผู้ประกอบการทุกคนจึงไว้วางใจการขนส่งทางน้ำเป็นอันดับแรก ๆ

 

คุณสมบัติที่นักบริหารจัดการด้าน Logistics ควรมี

จากเปอร์เซ็นต์การแข่งขันทางธุรกิจที่ค่อนข้างดุเดือดในปีล่าสุดนี้ ทำให้หลาย ๆ บริษัทเริ่มมีการปรับตัวกันมากขึ้น และเปลี่ยนแผนธุรกิจเป็นรูปแบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และลดขั้นตอนบางอย่างในการทำงาน เพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ด้วยการประหยัดต้นทุนและตัดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้บริษัทอยู่รอด และมีแนวโน้มว่าจะมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี

หลายบริษัทมีความประสงค์ที่จะเพิ่มตำแหน่งผู้บริหารงานด้าน Logistics โดยตรง เนื่องจากความไม่เสถียรทางด้านการตลาดที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูง ซึ่งตำแหน่งเดียวที่จะคอยรับมือกับตัวแปรเหล่านี้ได้ ก็คือนักบริหารและนักพัฒนาด้านสายงาน Logistics นั่นเอง แต่ก่อนจะมอบตำแหน่งที่ว่านี้ให้กับใครสักคน ผู้บริหารส่วนใหญ่จะพิจารณาจากคุณสมบัติเหล่านี้เป็นหลัก

1.มีความรอบรู้

นักบริหารจัดการด้าน Logistics ต้องมีความรอบรู้ในระดับที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป ต้องหมั่นศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์แผนการตลาดล่วงหน้าอยู่เสมอ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องล้ำหน้าคู่แข่งไปหนึ่งก้าว คิดแผนสำรองไว้เพื่อหาทางออกให้กับทีมงานในยามที่เกิดปัญหา  เพราะทุกความคิด ทุกแผนงานของคนกลุ่มนี้หมายถึงผลกำไรและขาดทุนของบริษัท คุณสมบัติข้อนี้จึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก

2.มีทักษะรอบด้าน

นอกจากความรอบรู้แล้ว ไหวพริบและทักษะด้านอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต่อเนื่องกัน คนที่จะเข้ามารับตำแหน่งนี้ต้องเป็นคนทันเกม มีทักษะที่เพียบพร้อมแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจรจา จังหวะการพลิกแพลงและการก้าวนำคู่แข่ง ความเป็นระเบียบ และความละเอียดในการจัดการด้านต่าง ๆ หากขาดทักษะด้านใดด้านหนึ่งไป อาจส่งผลเสียให้กับบริษัทได้ในทันที

3.มีทัศนคติและอุปนิสัยด้านบวก

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะการมีทัศนคติที่ดีและมีอุปนิสัยด้านบวกจะช่วยส่งผลให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผู้บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ต้องเป็นคนมองการณ์ไกล และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานงานและการจัดการด้านอื่น ๆ

4.มีความกระตือรือร้น พร้อมที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

อีกหนึ่งข้อที่ถูกจัดไว้ในเกณฑ์การคัดเลือกนักจัดการด้านโลจิสติกส์ก็คือ ความกระตือรือร้นและพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เป็นคนมีระเบียบแบบแผนมีความละเอียด เพราะตำแหน่งนี้คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการลดอัตราความสูญเสียในบริษัท และมีความสามารถสูงในการบริหารจัดการเรื่องเวลา ไม่ว่าจะเป็นตารางเวลาในชีวิตประจำวันของตนเอง
หรือบริหารจัดการเวลาในขั้นตอนต่าง ๆ ของการทำงานก็ตาม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องการพัฒนาเพื่อหาวิธีการใหม่ๆเพื่อลดต้นทุนของบริษัทได้อีกด้วย