การเข้าถึงผู้รับปลายทางของการขนส่งโลจิสติกส์มีความสำคัญอย่างไร

โลจิสติกส์ด้านการจัดการขนส่งต้องมีผู้เสนอและผู้สนองรับตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป จึงจะเกิดการรับส่งข้อมูล สินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้ เพราะการขนส่งลำเลียงสินค้าจากต้นทางไปสู่ปลายทางได้โดยสำเร็จผลดังใจลูกค้าย่อมต้องมีการวางแผนการทำงานตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกก่อนการขนส่งไปจนถึงการส่งสินค้าให้ถึงมือผู้รับปลายทางได้โดยปลอดภัยนั่นเอง ซึ่งโดยทั่วไปคู่ค้าหรือบริษัทใหญ่ ๆ  หรือการขนส่งที่ต้องใช้ความชำนาญเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการขนส่งสิ่งต่าง ๆ  จะมีการใช้บริการแหล่งเดิมซ้ำ ๆ ที่เป็นที่เชื่อถือและไว้ใจได้ จึงเข้าใจประเพณีทางการค้าระหว่างกันอยู่แล้ว และการวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ในการจัดการโลจิสติกส์นี้ย่อมมีความสำคัญมาก ซึ่งการวิเคราะห์ถึงลูกค้าหรือผู้รับปลายทางให้เกิดการเข้าใจเสียก่อนว่าเขาต้องการอะไร แบบใด ย่อมทำให้สนองตอบอุปทานได้อย่างตรงจุดนั่นเอง

ควรวิเคราะห์อะไรบ้าง

                ความต้องการของลูกค้าหรือผู้รับปลายทาง ต้องวิเคราะห์ว่าเขาต้องการอะไรจากการขนส่งลำเลียงสินค้ามากที่สุด ซึ่งโดยทั่วไปจากการทำธุรกิจการค้าย่อมต้องการความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า และที่สำคัญต้องไม่ลืมคำนึงถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพในระหว่างการขนส่งลำเลียงสินค้าด้วย ดังนั้นจึงควรคำนึงถึงและใส่ใจตั้งแต่รายละเอียดปลีกย่อยแม้จะเป็นเพียงขั้นตอนเล็กน้อยก็ไม่ควรมองข้าม ตั้งแต่การบรรจุหีบห่อ การลำเลียงสินค้า การเลือกวิธีการลำเลียงสินค้า และอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่ง ตลอดจนวิธีการใดในการขนส่งสินค้าจะมีความรวดเร็วและตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้มากที่สุดด้วย

เพราะเหตุใดจึงต้องเข้าใจและเข้าถึงลูกค้า

                เพราะการทำธุรกิจต่าง ๆ ย่อมต้องดึงดูดใจลูกค้าให้กลับมาใช้บริการกับตนซ้ำ ๆ  เพื่อเกิดเป็น “คู่ค้า” ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจของคุณขยายตัวและเติบโตขึ้นอย่างเป็นระบบนั่นเอง ดังนั้นจึงควรเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าของคุณให้ได้มากที่สุดด้วย เพราะลูกค้าถือเป็นห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญในการทำธุรกิจต่าง ๆ  และการร่วมทำธุรกิจก็ไม่ใช่เพียงแค่จัดการตามออเดอร์ลูกค้าให้จบ ๆ ไปเท่านั้น แต่การจัดการที่ดีเพื่อให้ได้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องจึงควรวิเคราะห์ลูกค้าเสียก่อน เพราะธรรมชาติของลูกค้าหรือผู้ร่วมธุรกิจแต่ละรายมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว คุณจึงควรวิเคราะห์ว่าลูกค้าแต่ละรายมีความต้องการเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการเข้าถึงและเข้าใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด และผลลัพธ์ที่ตามมาที่คุณจะได้รับนั่นก็คือ การเลือกกลับมาใช้บริการธุรกิจของคุณอีกครั้งนั่นเอง

การจัดการโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงแค่การคำนึงถึงการขนส่งสินค้าหรือบริการให้ไปถึงมือผู้รับปลายทางเท่านั้น หากแต่ยังต้องคำนึงถึงส่วนประกอบอื่น ๆ ด้วย และที่สำคัญที่สุดอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งให้ได้มาซึ่งความสำเร็จนั้น ก็คือการเข้าใจและเข้าถึงลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

อยากเรียนสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ไหม มาดูกันว่าต้องเรียนอะไรบ้าง

                เพราะในปัจจุบันมีการสื่อสารทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้นทุกปี ทำให้เกิดการติดต่อค้าขายกันได้ง่ายขึ้นเมื่อมีการค้าเปิดแบบเสรี ทำให้ตลาดการค้าต่างๆเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น จึงทำให้เกิดการเปิดการเรียนคณะโลจิสติกส์สาขาต่างๆขึ้นมา ซึ่งเชื่อว่ามีน้อยคนนักที่จะรู้แบบลึกซึ้งของการจัดการเรียนการสอนด้านการจัดการโลจิสติกส์ เพราะยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักเหมือนเช่นคณะอื่นๆ แต่ในปัจจุบันก็มีนักศึกษาเข้าเรียนสาขานี้กันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนมหาวิทยาลัยที่เปิดสาขานี้ให้ได้ลงทะเบียนและรวมทั้งจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นของสาขาวิชานี้

เรียนสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ไปเพื่ออะไร

                การจัดการโลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรียนรู้เพื่อการขนส่งให้ได้ผลสำเร็จเท่านั้น แต่ต้องให้ตอบโจทย์ทุกด้านของศาสตร์นี้ เพราะเป็นการเรียนรู้ศาสตร์ทุกด้านเกี่ยวกับกันขนส่งลำเลียงข้อมูลหรือสินค้าจากต้นทางไปสู่ปลายทางให้ถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัยที่สุด ซึ่งสาขาวิชานี้ก็มีคอนเซ็ปต์ของตัวเองอยู่แล้วว่า “ถูกต้อง ถูกเวลา ถูกสถานที่ ถูกเงิน” นั่นเอง

ศาสตร์แขนงนี้เมื่อเรียนจบออกไปสามารถทำอาชีพด้านการจัดการโลจิสติกส์ได้ ซึ่งก็มีหลากหลายอาชีพที่ต้องใช้ผู้จบสาขาวิชานี้ในการทำงาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นด้านธุรกิจสำคัญๆ แต่ในงานราชการต่างๆที่เป็นหน่วยงานหลักใหญ่ๆ ก็ย่อมต้องพึ่งพาการจัดการโลจิสติกส์เช่นกัน ดังนั้นพูดได้ว่าแทบจะทุกหน่วยงานย่อมต้องใช้ศาสตร์ด้านนี้ในการเชื่อมประสานงานด้วยกันทั้งสิ้น เช่น ธุรกิจการจัดการสินค้าหรือแวร์เฮาส์ การขนส่งระหว่างประเทศ การลำเลียงข้อมูลระบบสารสนเทศสำคัญๆต่างๆ

วิชาที่ต้องเรียนในสาขาวิชานี้

                เริ่มต้นด้วยวิชาพื้นฐาน นั่นคือ คณิต ฟิสิกส์ สังคม อังกฤษ กฎหมาย ซึ่งจุดเด่นของการเรียนการจัดการด้านนี้หลายคนยังไม่รู้ว่าต้องเน้นการใช้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เพราะต้องมีการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศซึ่งต้องใช้ภาษาสากลเป็นภาษาพื้นฐานในการเจรจา ดังนั้นใครที่เลือกเรียนสาขานี้ย่อมต้องมีพื้นฐานและฝึกฝนตนให้เข้าใจและพูดภาษาอังกฤษพื้นฐานได้ ตลอดจนพัฒนาภาษาไปสู่ระดับภาษาเฉพาะที่ใช้สื่อสารในการจัดการโลจิสติกส์ อีกทั้งยังต้องเรียนเข้มเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ทั้งกฎหมายภาษีอากร กฎหมายอาญาในเรื่องละเมิดเป็นหลัก กฎหมายการค้าระหว่างประเทศว่าจะใช้ข้อตกลงใดในการจัดการหากเกิดข้อขัดแย้งระหว่างกันขึ้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการจัดการโลจิสติกส์เป็นสาขาวิชาที่ไม่ได้เรียนรู้แค่เฉพาะการจัดการขนส่งเท่านั้น เพราะยังลงลึกในรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆที่หลายคนยังไม่รู้อีกมาก อีกทั้งเมื่อมีการเปิดกว้างทางการค้ามากขึ้นทุกวัน การใช้ภาษาและกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับในการค้าขายระหว่างประเทศย่อมมีความสำคัญตามไปด้วย

ความปลอดภัยในการกระบวนการโลจิสติกส์ที่ไม่ควรมองข้าม

                ในกระบวนการขนส่งหรือลำเลียงสิ่งของทุกชนิด นอกจากระบบออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่นำมาประยุกต์ใช้ในการควบคุมการจัดการขนส่งเป็นไปอย่างแพร่หลายก็ตาม แต่ก็ยังไม่พ้นการพึ่งพามนุษย์อยู่เช่นเคย เพราะแม้ระบบคอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกกิจการก็ตาม แต่ถึงอย่างไรเสียก็ยังคงต้องใช้มนุษย์ในการควบคุมอยู่ดี และระหว่างขั้นตอนการจัดการขนส่งย่อมเกิดอุบัติเหตุในการขนส่งได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กๆหรือไปจนถึงอุบัติเหตุใหญ่ๆ ไม่ว่าอุบัติเหตุนั้นจะเกิดจากมนุษย์หรือสิ่งอื่นใดก็ดี หากต้องการหลีกเลี่ยงหรือลดการเกิดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุดแล้ว จึงไม่ควรมองข้ามทุกสิ่งที่จะสร้างความปลอดภัยให้ในกระบวนการโลจิสติกส์ด้วยแม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยก็ตาม

สิ่งหลักๆที่ไม่ควรมองข้ามในกระบวนการจัดการขนส่ง

                -ความปลอดภัยในด้านคนที่ควบคุมการขนส่ง ซึ่งหมายถึงมนุษย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งตั้งแต่ขั้นแรกเริ่มไปจนถึงขั้นจบกระบวนการขนส่ง ซึ่งมนุษย์มีข้อจำกัดในการทำงานมากกว่าระบบคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว เพราะมนุษย์ต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอและความแข็งแรงในแต่ละตัวบุคคลซึ่งต้องเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน จึงควรเลือกใช้คนในการควบคุมหรือลำเลียงสิ่งของให้เหมาะสมด้วย เช่นเลือกใช้คนที่ไม่มีความชำนาญในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ไปควบคุมการขนส่งที่ผ่านระบบออนไลน์ ย่อมมีความเสี่ยงได้ว่าอาจมีการเข้าใจผิดในการสั่งการซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการขนส่งได้ เป็นต้น

-ความปลอดภัยด้านระบบคอมพิวเตอร์ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในปัจจุบันมีการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก ซึ่งแทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกกระบวนการจัดการโลจิสติกส์มีระบบคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ดังนั้นจึงนับว่าระบบคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลักหนึ่งเช่นกันเพื่อให้การจัดการขนส่งเป็นไปโดยเรียบร้อย ดังนั้นจึงควรหมั่นตรวจตราและบำรุงซ่อมแซมระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการจัดการขนส่งให้อยู่ในสภาพดี และพร้อมใช้งานได้ทุกสถานการณ์เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงจากอุบัติเหตุต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้

-ความปลอดภัยของระบบขนส่งเอง นั่นหมายถึงสิ่งที่ใช้ในการลำเลียงขนส่งสิ่งของจากสถานที่หนึ่งไปสู่อีกสถานที่หนึ่งนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น รถที่ใช้ในการขนส่ง เครื่องบินที่ใช้ในการลำเลียง เรือ หรือท่อที่ใช้ในการขนส่งก๊าซ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เมื่อมีการใช้งานมาอย่างยาวนานและต่อเนื่องก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีความเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน ดังนั้นจึงควรตรวจอุปกรณ์เหล่านี้ให้อยู่ในสภาพปลอดภัยอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดจากการขนส่งที่เกิดจากการใช้เครื่องบรรทุกที่หมดสภาพแล้ว

ดังนั้นการจัดการโลจิสติกส์จึงไม่ควรมองข้ามสิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาทั้งหมด เพราะความปลอดภัยในกระบวนการ โลจิสติกส์นับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การขนส่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะแม้หากเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยระหว่างดำเนินการ นั่นไม่ได้หมายถึงเฉพาะความสูญเสียของสิ่งที่เสียหายเท่านั้น แต่นั่นยังหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ควรจ่ายไปอีกด้วย

สิ่งที่ควรคำนึงถึงทุกครั้งในการจัดการบริหารโลจิสติกส์

                เพราะการลำเลียงสิ่งของจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทุกครั้ง แม้จะเป็นเพียงระยะทางอันใกล้ก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นตามมา เพียงแต่จะมากหรือน้อยก็ลดหลั่นกันลงไปตามระยะทางและประเภทของการจัดการขนส่งเท่านั้น ซึ่งเมื่อมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในทุกการลำเลียงแล้ว จึงควรกลั่นกรองวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับการขนส่งสิ่งนั้นๆก่อนเริ่มดำเนินการจัดการโลจิสติกส์ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเซฟทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาและที่สำคัญเพื่อการบรรลุถึงจุดประสงค์ของการขนส่งที่แท้จริงอีกด้วย

สิ่งพื้นฐานที่ควรคำนึงถึงก่อนเริ่มจัดการโลจิสติกส์

เพราะทุกกระบวนการในการจัดส่งลำเลียงมีความสำคัญเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการวางแผนก่อนเริ่มดำเนินการเพื่อให้การจัดการโลจิสติกส์ในครั้งนั้นๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็วตอบโจทย์ผู้รับให้ได้มากที่สุด

-สถานที่ในการจัดส่ง ควรวิเคราะห์เสียก่อนว่าสถานที่ในการจัดส่งเป็นเช่นไร มีสภาพอากาศและระหว่างทางเป็นเช่นไร เพื่อจัดการเลือกวิธีการในการขนส่งให้เหมาะสมที่สุดก่อนออกเดินทาง จะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไปในตัว

-ปริมาณสิ่งของที่ขนส่ง เพื่อเลือกใช้วิธีการในการขนส่งให้เหมาะสม หากเป็นสิ่งของที่มีขนาดใหญ่แต่ไม่ต้องการความรวดเร็วมากนักก็อาจจัดการขนส่งโดยทางเรือ หรือหากเป็นสิ่งของที่มีขนาดทั่วไปไม่ใหญ่มากนักและต้องการความรวดเร็วมากขึ้นก็ใช้วิธีการขนส่งทางอากาศหรือทางเครื่องบินนั่นเอง

-สิ่งของที่ขนส่งนั้นเอง มีลักษณะอย่างไร และลักษณะจำเพาะเป็นเช่นไร เกิดการเน่าเสียได้ง่ายหรือไม่หากเป็นของสดเสียง่าย หรือสิ่งของนั้นๆควรได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในระหว่างการขนส่งเพราะเป็นสิ่งของที่อาจเกิดการแตกได้ง่าย ก็ควรเลือกวิธีการให้เหมาะสมด้วย

-เวลาที่กำหนดไว้ในการขนส่ง คำนวณเวลาเสียให้เรียบร้อยว่าหากมีการกำหนดเวลาเท่านั้นเท่านี้ ควรเลือกใช้วิธีการใดจึงจะเหมาะสมที่สุดด้วย

-ค่าใช้จ่าย ต้องเช็คดูเสียก่อนว่าทั้งผู้ส่งมอบและผู้รับมอบมีการกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นต้นทุนในการลำเลียงหรือขนส่งหรือไม่ หากค่าใช้จ่ายในการจัดการโลจิสติกส์นี้มีส่วนสำคัญในการนำไปคำนวณเป็นต้นทุนด้วยแล้ว ควรเลือกใช้วิธีการใดในการจัดการจึงจะช่วยลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด

-ลูกค้า หรือผู้รับมอบสิ่งของนั้นๆ สิ่งนี้ถือเป็นปัจจัยหลักในการจัดการขนส่งเลยก็ว่าได้ เพราะทุกอย่างจะถูกกำหนดได้โดยลูกค้า และจะมีการจัดการขนส่งตามออเดอร์หรือความประสงค์ที่ลูกค้าต้องการเป็นหลัก นอกเสียจากว่าสิ่งของนั้นๆไม่สามารถจัดส่งโดยวิธีการอื่นๆได้แล้ว ดังนั้นจึงควรเจรจาให้เข้าใจตรงกันมากที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาและตรงกับใจของทุกฝ่าย

กระบวนการโลจิสติกส์มีความสำคัญในทุกขั้นตอน ดังนั้นจึงควรมีการวางแผนอย่างรอบคอบให้ดีเสียก่อนดำเนินการ เพื่อเป็นการลดต้นทุนและตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้จัดส่งและผู้รับให้ได้มากที่สุด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนั่นเอง

โลจิสติกส์ อีกหนึ่งกระบวนการสำคัญในปัจจุบันที่ต้องพึ่งพาและขาดไม่ได้

เนื่องจากในปัจจุบันมีการเปิดกว้างทางการค้าเสรีมากขึ้น มีการติดต่อค้าขายประสานงานทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศอย่างเสรี ซึ่งนับว่าเป็นการกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และทุกการค้าขายระหว่างกันย่อมต้องมีการขนส่งลำเลียงสินค้าให้แก่กันตามออเดอร์ของลูกค้า ซึ่งการขนส่งทั้งในประเทศและระหว่างประเทศมีส่วนสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้การประสานงานธุรกิจดำเนินไปได้โดยไม่มีสะดุด

ดังนั้นกระบวนการโลจิสติกส์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการดึงธุรกิจต่าง ๆ ให้เป็นไปในแนวโน้มที่มียอดขายพุ่งสูงขึ้น เพราะหากเมื่อใดก็ตามที่แบรนด์นั้น ๆ มีกระบวนการขนส่งหรือลำเลียงสินค้าเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าไม่คล่องแคล่ว ติดขัดในด้านต่าง ๆ  ย่อมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดการเบื่อหน่ายและหันไปหาธุรกิจใหม่ ๆ ได้

เพราะอะไรกระบวนการนี้จึงมีความสำคัญ

-ช่วยให้เกิดการลำเลียงสินค้าส่งมอบระหว่างกันและกันทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นไปโดยง่ายดาย ซึ่งมีการขนส่งได้ทุกประเภทการขนส่ง ทั้งทางบก ทางเรือหรือทางอากาศ นั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการโลจิสติกส์มีส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ  เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและง่ายดายกว่าในสมัยอดีตที่การขนส่งจะเป็นไปโดยทางเรือเท่านั้น จึงทำให้การติดต่อค้าขายธุรกิจในอดีตเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะระยะเวลาและความปลอดภัยในการส่งมอบสินค้าให้ถึงมือลูกค้ามีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมาก

-คู่ค้าสามารถเลือกความปลอดภัยของการขนส่งสินค้าได้หลากหลายช่องทางมากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงระยะเวลาในการได้รับมอบสินค้านั่นเอง เพราะหากเป็นธุรกิจระหว่างประเทศที่ต้องการความรวดเร็วก็ย่อมออเดอร์ให้จัดส่งสินค้าทางอากาศโดยการขนส่งผ่านเครื่องบิน แต่นั่นก็หมายถึงความต้องยอมแลกซึ่งราคาค่าขนส่งที่สูงกว่าการขนส่งในประเภทอื่น ๆ ด้วย แต่ลูกค้าจะมั่นใจได้ว่าตนจะได้รับสินค้าในเร็ววันกว่าการขนส่งประเภทอื่นนั่นเอง

-ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการตัดสินใจร่วมทำธุรกิจหรือร่วมซื้อสินค้าได้เร็วขึ้น เพราะการมีกระบวนการโลจิสติกส์ที่ดีมีส่วนช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เพราะการบริการส่งมองสินค้าที่รวดเร็วและปลอดภัยกว่าย่อมต้องดีกว่าการบริการในการส่งมอบสินค้าช้าและมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นโลจิสติกส์จึงเป็นส่วนสำคัญในการฉุดยอดธุรกิจให้สูงขึ้นได้

และเมื่อในโลกยุคปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว การขนส่งจึงมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งการออเดอร์สินค้าหรือร่วมตกลงทางธุรกิจและการสั่งการโลจิสติกส์ต่าง ๆ สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว จึงตอบโจทย์วิถีชีวิตยุค 4G นี้ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้กระบวนการโลจิสติกส์กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันด้านฐานเศรษฐกิจไปเสียแล้ว

การจัดแบ่งประเภทของการจัดการโลจิสติกส์ที่ควรรู้ไว้

กระบวนการโลจิสติกส์ย่อมมีส่วนสำคัญในทุกการดำเนินงานทุกธุรกิจ แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ล้วนต้องพึ่งพาการขนส่งด้วยกันทั้งนั้น จึงนับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการขยายตัวทางธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการจัดแบ่งประเภทของการจัดการโลจิสติกส์ไว้ 3 ประเภทใหญ่ๆคือ

1.การจัดการโลจิสติกส์ด้านการทหาร (Military Logistics Management) คือการจัดส่งลำเลียงขนส่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องด้านการทหารเพื่อจุดประสงค์หลักในการบริหารและป้องกันดูแลประเทศ ได้แก่ การจัดส่งลำเลียงยุทโธปกรณ์ อาหารสำหรับทหาร สัตว์ สิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในการทหาร หรือแม้กระทั่งการลำเลียงข้อมูลระบบสารสนเทศจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการทหาร นั่นก็หมายถึงโลจิสติกส์ด้านการทหารเช่นกัน สรุปได้โดยง่ายว่า   ทุกอย่างที่เป็นการจัดการขนส่งเกี่ยวกับด้านทหารนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโลจิสติกส์ด้านการทหาร ที่มีจุดประสงค์มุ่งหมายสำคัญในการนำชัยชนะมาสู่ตนนั่นเอง

2.การจัดการโลจิสติกส์ด้านวิศวกรรม (Engineering Logistics Management) คือทุกอย่างที่เป็นการขนส่งเกี่ยวกับด้านวิศวกรรมและไม่ว่าจะเป็นการวิศวกรรมทั้งในประเทศหรือระหว่างประเทศก็ตาม ขอให้เป็นการจัดส่งเพื่อวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างหรือการวิศวกรรมแล้วนั้นอยู่ในโหมดของการจัดการโลจิสติกส์ด้านวิศวกรรมทั้งสิ้น ซึ่งในปัจจุบันการจัดการขนส่งทางด้านวิศวกรรมก็มีความรวดเร็วและสะดวกสบายกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก เนื่องจากวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปและระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนที่ในหลายๆระบบ จึงมีส่วนช่วยทำให้การจัดการขนส่งเป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งการขนส่งทางด้านวิศวกรรมได้แก่ การขนส่งสิ่งของหรือข้อมูลที่นำไปสร้างสาธารณูปโภค อาคาร สาธารณูปการเพื่อการซ่อมสร้างและซ่อมแซม และมีทุกระบบในการจัดการไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ      ก็ตาม

3.การจัดการโลจิสติกส์ด้านธุรกิจ (Business Logistics Management) นับว่าการจัดการด้านนี้เติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วมากกว่าการขนส่งลำเลียงมากกว่าด้านอื่นที่กล่าวมาเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเนื่องจากมีการเปิดกว้างทางการค้าเสรีมากขึ้น มีการกระจายตัวทางสินค้าระหว่างประเทศและการจัดส่งลำเลียงมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว จึงมีส่วนช่วยให้การจัดการโลจิสติกส์ด้านนี้ขยายตัวรวดเร็วมากกว่าด้านอื่นๆหากเทียบกับอัตราการเจริญเติบโต และการจัดการโลจิสติกส์ด้านนี้นับว่ามีการลำเลียงขนส่งสินค้าทางอากาศมากกว่าด้านอื่นๆเป็นอย่างมาก เพราะธุรกิจสมัยที่ต้องการความรวดเร็วเป็นสำคัญเพื่อวัตถุประสงค์หลักในการมุ่งหวังความสำเร็จทางธุรกิจเป็นส่วนสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงรายรับที่ดีดตัวสูงขึ้นจนทำให้มีผลประกอบการที่ดีขึ้น ดังนั้นเมื่อเป็นโลจิสติกส์ทางด้านธุรกิจก็ย่อมยอมลงทุนในการขนส่งเพื่อความรวดเร็วที่สุดนั่นเอง

ทุกประเภทการจัดการโลจิสติกส์แม้จะมีความลดหลั่นในการขนส่งลำเลียงก็ตาม แต่ทุกประเภทล้วนมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่และการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง จึงไม่สามารถขาดประเภทการจัดการโลจิสติกส์ด้านใดได้เลย อีกทั้งทุกประเภทที่กล่าวมาก็ย่อมต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอีกด้วย

การรักษาความปลอดภัยในกระบวนการโลจิสติกส์

การรักษาความปลอดภัยในกระบวนการโลจิสติกส์ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ต้องจัดไว้เป็นส่วนหนึ่งของ Job description เพราะจากตัวเลขแสดงปริมาณความสูญเสียในปีล่าสุด เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดระหว่างการลำเลียง จัดเก็บ และขนส่ง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ การทุจริตภายในของพนักงานตำแหน่งต่าง ๆ ในองค์กร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะทำการทุจริตกันเป็นขบวนการ คิดเป็นยอดความสูญเสียที่มีอัตราส่วนมากที่สุด เมื่อเทียบกับปริมาณความสูญเสียในเรื่องอื่น ๆ

การทุจริตภายใน มักเกิดขึ้นในขั้นตอนการจัดซื้อ จาก Case study ที่ผ่าน ๆ มาได้ระบุไว้อย่างนั้น วิธีการทุจริตดังกล่าวสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเบิกงบประมาณเกินราคาสินค้า โดยซักซ้อมกับคู่ค้าให้เขียนใบเสร็จอีกราคาหนึ่งเพื่อนำมาเบิกงบ เงินส่วนต่างที่เหลือจากการชำระค่าสินค้า ก็จะถูกแบ่งกันกับผู้เขียนใบเสร็จและกระจายไปสู่ทีมงานของเขาในอีกต่อหนึ่ง

ดังนั้น หน้าที่งานของนักจัดการด้านโลจิสติกส์จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของกระบวนการทางโลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องมีความสามารถในการอ่านคน และเลือกคนให้เหมาะกับหน้าที่งาน เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในทุกๆด้าน เพราะทุกครั้งที่เกิดความสูญเสีย ย่อมหมายถึงกำไรหรือต้นทุนที่หายไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลักล้านต่อปี

อุบัติเหตุในการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งการสูญเสียที่ควบคุมได้ยาก แต่ถ้าหากบริหารจัดการดี ๆ แล้ว ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ อย่างน้อย ๆ ก็ลดลงไปกว่าครึ่ง ตัวอย่างของการสูญเสียในกลุ่มงานนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ เช่นตู้คอนเทนเนอร์ร่วงลงมาจากเครน ทับคนงานอย่างน้อย ๆ ก็ 1 ชีวิต หากลองนับเป็นมูลค่าความเสียหาย ทั้งค่าสินค้าของลูกค้าที่ชำรุด ค่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ต้องสั่งทำใหม่ ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าทำศพ ค่าประกันสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมต่อหนึ่งเคสแล้ว ค่าใช้จ่ายก็อาจไต่ขึ้นถึงหลักล้านหรือมากกว่านั้น

การปล่อยปละละเลยคนงาน ไม่หมั่นตรวจตราเวลาจัดเรียงสินค้าในสต๊อก ก็เป็นหนึ่งในความสูญเสียด้วยเช่นกัน เพราะสินค้าบางชนิดที่ลูกค้านำมาฝากเก็บรักษา หรืออยู่ในระหว่างรอการขนส่งนั้นมีหลากหลาย สินค้าบางชนิดต้องจัดเก็บในที่ควบคุมอุณหภูมิ เช่นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค เป็นต้น  สินค้าบางอย่างหากเกิดการกระแทกเพียงเล็กน้อยก็อาจชำรุดเสียหายได้ เช่น เครื่องแก้ว คริสตัล อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอื่น ๆ

การสอบถามรายละเอียดจากลูกค้าก่อนทำการจัดเก็บหรือลำเลียงนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด ควรทำการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรกับทางบริษัทคู่ค้าโดยละเอียด ว่าสินค้าของเขาต้องทำการเก็บรักษาอย่างไร ต้องระวังในการเคลื่อนย้ายรูปแบบไหนบ้าง เพราะสินค้าบางชนิด เช่น จักรเย็บผ้าไม่สามารถวางกล่องคว่ำหรือตะแคงได้ ตรงนี้ก็ต้องระบุด้วยเช่นกัน และนักจัดการด้านโลจิสติกส์เองก็ต้องส่งต่อหน้าที่งานให้กับผู้ควบคุมการลำเลียงหรือผู้ควบคุมสต๊อก โดยการทำเอกสารอีกชุดหนึ่ง ระบุข้อควรระวังเอาไว้โดยละเอียด

เพียงเท่านี้ อัตราการสูญเสียก็จะลดลงไปมาก และผลกำไรในแต่ละปีก็จะไม่ถูกดึงเอามาใช้จ่ายเพื่อชดเชยความเสียหายเหล่านี้อีกต่อไป

 

การบริหารจัดการด้าน Logistics ในระบบโรงงาน

โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งเพียงอย่างเดียว การจัดการระบบการขับเคลื่อนในโรงงานก็ถือเป็นหนึ่งในการจัดการด้านโลจิสติกส์ด้วยเช่นกัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะความหมายที่แท้จริงของการจัดการด้านโลจิสติกส์ก็คือ การบริหารการสั่งซื้อ การลำเลียงสินค้า เคลื่อนย้ายเพื่อจัดเก็บ เตรียมความพร้อมก่อนทำการกระจายสินค้าตรงสู่มือผู้บริโภคนั่นเอง

ขั้นตอนการจัดทำโลจิสติกส์ระบบโรงงานแบบเข้าใจง่าย มีดังนี้

1.การทำบัญชีสินค้าเข้า-ออก

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะทุกครั้งที่มีสินค้าเข้าออก หากไม่มีการบันทึกไว้ จะส่งผลเสียตามมาอย่างมากมาย เช่นสินค้าหมดอายุ เสื่อมสภาพ สั่งสินค้าตัวเดิมเข้ามาซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ของเก่ายังไม่ถูกระบายออกไป เป็นต้น การทำบัญชีสินค้าเข้าออกที่ดีนั้น ต้องมีรายละเอียดของการรับเข้า –จ่ายออก วันที่รับเข้า จำนวน ชื่อผู้รับ-เบิกสินค้า และรายละเอียดอื่น ๆ ที่สำคัญตามประเภทของกิจการนั้น ๆ

2.บริหารจัดการพนักงานอย่างรัดกุม

ควรจัดลำดับหน้าที่งานให้เหมาะสม และอบรมวิธีการจัดการตามตำแหน่งต่าง ๆ ให้ชัดเจน จับตามองอย่างใกล้ชิดแต่ต้องไม่มากเกินไปจนทำให้พนักงานรู้สึกอึดอัด เพราะการสูญเสียที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักจะมาจากการบริหารจัดการพนักงานได้ไม่ดีพอ ทำให้เกิดความผิดพลาดในด้านต่าง ๆ จนเกิดความเสี่ยงต่อผลกำไรของบริษัท

3.จัดการเรื่องระบบขนส่งลำเลียงภายในโรงงาน

ควรจัดการให้เหมาะสม ตรงไหนควรใช้คนก็จัดลำดับหน้าที่งานให้ดี จะได้ไม่เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมากจนเกินควร ตรงไหนควรใช้เครื่องจักร ก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ เช่นระวังอัคคีภัย หรือเครื่องจักรขัดข้องจนทำให้เกิดปัญหาในการลำเลียงสินค้า เป็นต้น

4.ควบคุมการจัดซื้อและจัดเก็บวัตถุดิบภายในโรงงาน

มีหลายโรงงานที่ต้องปิดตัวลงเพราะการรั่วไหลของเงินทุนภายในบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการจัดซื้อและจัดเก็บสินค้าภายในโรงงานค่อนข้างมาก การป้องกันการสูญเสียในกรณีนี้ควรเริ่มจากกระบวนการจัดซื้อ ทุกครั้งที่มีการจัดซื้อ ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมและร่วมตัดสินใจไม่ต่ำกว่าสามคน เพราะหากปล่อยให้มีเจ้าหน้าที่จัดการเพียงคนเดียว อาจเกิดแรงจูงใจให้คิดทุจริตได้ไม่ยาก

การจัดเก็บและการเบิกสินค้าก็เช่นเดียวกัน มีหลายโรงงานที่ขาดทุนเพราะลูกน้องทุจริต ยักยอกสินค้าภายในโรงงานไปจำหน่ายหรือใช้ส่วนตัวก็มี ดังนั้น ถ้าการจัดการด้านโลจิสติกส์เข้ามามีบทบาทในโรงงาน ความสูญเสียตรงจุดนี้ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น

หากบริหารจัดการได้ครบตาม 5 ข้อนี้ ทางโรงงานก็จะประสบความสำเร็จในการควบคุมค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นได้อย่างสัมฤทธิ์ผล ทั้งหมดนี้คือการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์แบบง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แล้วค่อยเข้าสู่กระบวนการถัดไป เช่นการขนส่ง และการจัดจำหน่ายในอนาคต

 

การเปลี่ยนไปของทิศทาง Logistics ที่น่าจับตามอง

เมื่อการตลาดเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิตัลแบบเต็มตัว ทิศทางด้านการบริหารและจัดการโลจิสติกส์ก็เปลี่ยนตาม ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการโรงงาน การลำเลียงสินค้า บางขั้นตอนเริ่มถูกลดบทบาทลง โดยเฉพาะขั้นตอนจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบในด้านดีกับวงการโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก ตามรายละเอียดดังนี้

1.การจัดการด้านงบประมาณและรายได้ต่าง ๆ เริ่มง่ายขึ้น

เพราะการเบิกจ่ายในยุคนี้ สามารถทำรายการได้ง่าย ๆ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส ธนาคารและสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ก็เปิดให้บริการผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้ง่าย ๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือที่ทุกคนมี ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวที่ธนาคารเช่นเมื่อก่อน ซึ่งแอปพลิเคชันเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก เพราะทันทีที่ลูกค้าทำการตกลงสั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัท ไม่ว่าจะสั่งผ่านช่องทางไหน ลูกค้าก็สามารถโอนเงินชำระค่าสินค้าผ่านแอปพลิเคชันเหล่านั้นได้ทันที โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลากับการออกเอกสาร เดินทางไปวางบิลเพื่อรับเงินค่าสินค้าจากห้างร้านเช่นในยุคก่อน ๆ ซึ่งบางห้างร้าน ทางบริษัทต้องรอนานเกือบสองเดือนกว่าเงินจะโอนเข้าบัญชีบริษัทเลยก็มี ยิ่งถ้าลูกค้าชำระเงินผ่านบัตรเครดิตก็จะยิ่งถูกเบิกจ่ายคืนสู่ผู้ประกอบการช้าลงไปอีก

2.การขนส่งถูกลดขั้นตอนลง ผลกำไรเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว

ทันทีที่มีการซื้อขายเกิดขึ้น คำสั่งซื้อจะถูกส่งตรงเข้ามาที่ส่วนกลาง ฝ่ายบริหารจัดการสต๊อกสินค้าก็จะทำการเบิกจ่ายและจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าได้ในขั้นตอนเดียว ผิดกับการจัดการตามขั้นตอนโลจิสติกส์ในช่วงก่อนหน้านี้ ที่ต้องดำเนินการจัดหาลำเลียงสินค้าเข้ามาจัดเก็บในสต๊อกสินค้า มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและทำการเบิกจ่าย กว่าจะถึงมือผู้บริโภคก็ล่าช้ากว่าวิธีนี้มาก

3.การใช้แรงงานมนุษย์เริ่มถูกเครื่องจักรเข้ามาแทนที่

ยุคดิจิตัลมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เครื่องจักรหลายชนิดถูกสร้างขึ้นมาทดแทนการใช้แรงงานของมนุษย์ ในบางบริษัทเริ่มมีการทดลองใช้ตามโรงงาน เพราะเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่มีความทนทานมากกว่าร่างกายมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องมีวันหยุด ไม่ต้องลาป่วย จ่ายเงินซื้อเพียงครั้งเดียวก็ทำงานให้โรงงานได้เป็นสิบๆปี ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานในปีหนึ่ง ๆ ได้อย่างมหาศาล

แต่ข้อเสียในอนาคตก็คือ อาจจะมีคนตกงานเพราะการเข้ามาแทนที่ของเครื่องจักรต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อพนักงานทั้งหมดตกงาน พวกเขาก็จะขาดรายได้และไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นลูกค้ามาซื้อสินค้าเหล่านี้ได้เนื่องจากไม่มีกำลังซื้อที่มากพอ ผู้ประกอบการหลายเจ้าจึงระงับโครงการเหล่านี้ไว้ก่อนจนกว่าจะพบทางออกที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย

 

การปรับใช้การบริหารด้าน Logistics กับกิจการขนาดเล็กหรืออุตสาหกรรมท้องถิ่น

การจัดการด้าน Logistics จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจทุกประเภท สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก การจัดการด้านโลจิสติกส์ถือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะธุรกิจของคุณจะเติบโตหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการนี้ทั้งสิ้น ซึ่งการจัดการด้านโลจิสติกส์นั้นไม่ใช่เรื่องเข้าใจยากหรือซับซ้อน มันคือเรื่องของการบริหารต้นทุน การผลิต และการขนส่งจนถึงมือผู้บริโภคนั่นเอง

ก่อนอื่น เจ้าของกิจการต้องวางแผนด้านการผลิตก่อน ว่าสินค้าของเราจะทำการจัดซื้อวัตถุดิบจากที่ไหน ราคาเท่าไหร่ และถ้าอีกแหล่งหนึ่งให้ราคาวัตถุดิบที่ถูกกว่า ค่าขนส่งวัตถุดิบจากแหล่งจำหน่ายมาจนถึงโรงงาน ถ้าเทียบกับเจ้าแรกนั้น ใช้งบประมาณมากกว่าหรือน้อยกว่าอย่างไร หากเจ้าแรกราคาแพงกว่าแต่อยู่ใกล้โรงงานเรานิดเดียวแถมยังมีบริการจัดส่งสินค้าให้ฟรีภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ เช่นสั่งซื้อในปริมาณที่กำหนด หรือจัดส่งฟรีในระยะห่างไม่เกิน 1 กิโลเมตร ถึงจะมีราคาสูงกว่าแต่ก็ลดต้นทุนให้เราได้มากกว่าเจ้าที่ให้ราคาถูกกว่า เป็นต้น

ทันข่าวสารอยู่เสมอและหัดเป็นคนช่างสังเกต การเป็นเจ้าของกิจการ ต้องอับเดตข่าวสารทางธุรกิจตลอดเวลา เพื่อลดความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ เช่น ผู้ประกอบการเปิดร้านเครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง มียอดขายเป็นที่น่าพอใจ แต่ต่อมาไม่นานก็มีห้างเปิดใหม่มาเปิดตัวอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เครื่องสำอางแบรนด์หนึ่งมีโปรลดราคาในห้างนั้น ทำให้ส่งผลกระทบกับยอดขาย ทางร้านจึงพลิกแพลงด้วยการใช้โปรโมชั่นเครื่องสำอางเก่าแลกซื้อเครื่องสำอางใหม่ในราคาพิเศษ โดยไม่จำกัดแบรนด์ที่นำมาแลกซื้อ ทำให้ทางร้านมีรายได้เพิ่มขึ้นและได้มีโอกาสเคลียร์สต๊อกสินค้าตามหลักการจัดการด้านLogistics อีกด้วย

พลิกแพลงตามสภาพเศรษฐกิจ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจมีความผันแปรอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบการต้องมีไหวพริบและพร้อมที่จะพลิกแพลงหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของตนเองอยู่เสมอ การเตรียมพร้อมเหล่านี้จะช่วยให้คุณกล้าตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของกิจการขายเสื้อผ้าขนาดเล็ก มีหน้าร้านที่ห้างสรรพสินค้าสองแห่ง ในช่วงปีแรก ๆ กิจการกำลังไปได้สวย แต่เจ้าของกิจการก็ไม่ชะล่าใจ เปิดหน้าร้านออนไลน์เพื่อช่วยขายเพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง

ต่อมา ธุรกิจค้าปลีกเริ่มซบเซา พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยเดินทางมาที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกซื้อเสื้อผ้า ก็เริ่มสั่งสินค้าจากทางเฟซบุ๊คเพิ่มมากขึ้น รายได้จากการขายออนไลน์เริ่มเติบโตในขณะที่รายได้จากหน้าร้านเริ่มลดลง เจ้าของร้านจึงตัดสินใจ ปิดตัวลง 1 สาขา และนำพนักงานขายมาอยู่รวมกันในร้านเดียว เพื่อรองรับเรื่องบริการหลังการขาย นอกจากนี้ ทางร้านยังเปิดรับแก้ทรงและซ่อมแซมเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง เพราะมีจักรและช่างตัดเย็บฝีมือดีประจำแบรนด์เสื้อผ้าอยู่ก่อนแล้ว  ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาลและในส่วนของยอดขายรวมถึงคอมมิชชั่นของพนักงานก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นี่คือตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ใช้หลักการบริหารแบบ Logistics เป็นแนวทางนั่นเอง