ปัจจัยต่าง ๆ ที่สร้างความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดในวงการ Logistics

ธุรกิจออนไลน์ คือ การสั่นสะเทือนวงการครั้งยิ่งใหญ่ ปีนี้ถือว่าเป็นปีทองสำหรับวงการ Logistics เลยก็ว่าได้ เพราะการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจแนวพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์เริ่มเฟื่องฟู ผู้ประกอบการเริ่มเปลี่ยนทิศทางการทำธุรกิจแบบพลิกฝ่ามือ จากที่เคยมีหน้าร้านเพื่อจัดเรียงสินค้าวางขาย หรือต้องจัดส่งด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ถึงมือผู้บริโภค ก็ลดขั้นตอนลงเป็นรูปแบบการค้าออนไลน์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ในอินเตอร์เน็ต

ขั้นตอนในการจัดการด้าน Logistics ลดลงทำให้เกิดผลกำไรมากขึ้น จากเดิมที่ต้องหาวัตถุดิบป้อนสู่โรงงานผลิต ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้น่าสนใจ เสาะหาที่วางขาย ดำเนินการขนส่ง และจ้างพนักงานไปจัดการดูแล คอยเติมสินค้า ดูวันหมดอายุ และผลักดันให้สินค้าไปถึงมือผู้บริโภคได้มากกว่าคู่แข่ง ก็เหลือแค่การจัดหา และโพสต์ขายผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค แล้วส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในทันที ทำให้เจ้าของกิจการประหยัดต้นทุนและมีผลกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 2 เท่าตัว

การเติบโตของธุรกิจออนไลน์ส่งผลให้ธุรกิจอื่น ๆ ที่ประกอบการด้านขนส่งเติบโตไปด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันธุรกิจที่เติบโตและสร้างผลกำไรตามมาติด ๆ คือธุรกิจที่ประกอบการด้านการขนส่ง ไปรษณีย์ไทยเริ่มมีคู่แข่ง เพราะมีบริษัทเอกชนที่เปิดใหม่และมีการจัดการด้านโลจิสติกส์ได้ดีกว่าในช่วงแรก ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทำให้พวกเขาเกือบแซงหน้าไปรษณีย์ไทยไปอย่างหวุดหวิด

หนึ่งในขั้นตอนของการทำโลจิสติกส์ คือการจัดการด้านบริหารสต๊อกสินค้า จากเดิมที่ต้องทำการสต๊อกสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก ก็เปลี่ยนเป็นการสั่งซื้อแค่ตัวอย่าง หรือรูปถ่ายมาโพสต์ หรือไลฟ์สดขายผ่านหน้าจอ ทำให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยงเรื่องอัตราความสูญเสียของตัวสินค้าในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหมดอายุ ชำรุดเสียหายจากการจัดเรียง เป็นต้น  ทันทีที่มีผู้บริโภคแสดงความจำนงว่าต้องการสั่งซื้อ ทางผู้ประกอบการก็สั่งตรงไปทางผู้ผลิตให้ทำการแพ็คและจัดส่งถึงมือลูกค้าภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ช่วยลดอัตราความสูญเสียจากการบริหารสต๊อกสินค้าได้ การทำโลจิสติกส์รูปแบบเดิม ต้องมีการจัดการบริหารด้านสต๊อกสินค้า เริ่มจากการสั่งตุนสินค้าเป็นจำนวนมาก จ้างพนักงานเพื่อคอยดูแล ควบคุมและขนย้ายจนกว่าจะจบกระบวนการ เมื่อขั้นตอนเหล่านี้ถูกตัดออกไป ทางเจ้าของกิจการก็ได้ผลกำไรเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากต้นทุนในส่วนนี้ไม่ถูกใช้จ่าย อัตราส่วนการเพิ่มขึ้นของผลกำไรในแต่ละกิจการ สูงขึ้นถึง 100% หรือในบางกิจการ เติบโตทะลุร้อยไปเลยด้วยซ้ำ

เชื่อว่าตลาดยังขยายได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะบริหารต้นทุนได้ดีกว่า ในปีต่อไป การค้าออนไลน์จะสร้างผลกำไรและเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีกว่าเดิมมาก สังเกตได้จากปริมาณการสั่งซื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าในท้องถิ่นที่ห่างไกลมากกว่าจะเป็นคนในเมือง ซึ่งคนกลุ่มนี้มีมาก และมีกำลังซื้อมากพอที่จะผลักดันให้ธุรกิจออนไลน์และการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์เติบโตขึ้นได้ในที่สุด