การเปลี่ยนไปของทิศทาง Logistics ที่น่าจับตามอง

เมื่อการตลาดเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิตัลแบบเต็มตัว ทิศทางด้านการบริหารและจัดการโลจิสติกส์ก็เปลี่ยนตาม ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการโรงงาน การลำเลียงสินค้า บางขั้นตอนเริ่มถูกลดบทบาทลง โดยเฉพาะขั้นตอนจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบในด้านดีกับวงการโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก ตามรายละเอียดดังนี้

1.การจัดการด้านงบประมาณและรายได้ต่าง ๆ เริ่มง่ายขึ้น

เพราะการเบิกจ่ายในยุคนี้ สามารถทำรายการได้ง่าย ๆ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส ธนาคารและสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ก็เปิดให้บริการผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้ง่าย ๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือที่ทุกคนมี ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวที่ธนาคารเช่นเมื่อก่อน ซึ่งแอปพลิเคชันเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก เพราะทันทีที่ลูกค้าทำการตกลงสั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัท ไม่ว่าจะสั่งผ่านช่องทางไหน ลูกค้าก็สามารถโอนเงินชำระค่าสินค้าผ่านแอปพลิเคชันเหล่านั้นได้ทันที โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลากับการออกเอกสาร เดินทางไปวางบิลเพื่อรับเงินค่าสินค้าจากห้างร้านเช่นในยุคก่อน ๆ ซึ่งบางห้างร้าน ทางบริษัทต้องรอนานเกือบสองเดือนกว่าเงินจะโอนเข้าบัญชีบริษัทเลยก็มี ยิ่งถ้าลูกค้าชำระเงินผ่านบัตรเครดิตก็จะยิ่งถูกเบิกจ่ายคืนสู่ผู้ประกอบการช้าลงไปอีก

2.การขนส่งถูกลดขั้นตอนลง ผลกำไรเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว

ทันทีที่มีการซื้อขายเกิดขึ้น คำสั่งซื้อจะถูกส่งตรงเข้ามาที่ส่วนกลาง ฝ่ายบริหารจัดการสต๊อกสินค้าก็จะทำการเบิกจ่ายและจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าได้ในขั้นตอนเดียว ผิดกับการจัดการตามขั้นตอนโลจิสติกส์ในช่วงก่อนหน้านี้ ที่ต้องดำเนินการจัดหาลำเลียงสินค้าเข้ามาจัดเก็บในสต๊อกสินค้า มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและทำการเบิกจ่าย กว่าจะถึงมือผู้บริโภคก็ล่าช้ากว่าวิธีนี้มาก

3.การใช้แรงงานมนุษย์เริ่มถูกเครื่องจักรเข้ามาแทนที่

ยุคดิจิตัลมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เครื่องจักรหลายชนิดถูกสร้างขึ้นมาทดแทนการใช้แรงงานของมนุษย์ ในบางบริษัทเริ่มมีการทดลองใช้ตามโรงงาน เพราะเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่มีความทนทานมากกว่าร่างกายมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องมีวันหยุด ไม่ต้องลาป่วย จ่ายเงินซื้อเพียงครั้งเดียวก็ทำงานให้โรงงานได้เป็นสิบๆปี ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานในปีหนึ่ง ๆ ได้อย่างมหาศาล

แต่ข้อเสียในอนาคตก็คือ อาจจะมีคนตกงานเพราะการเข้ามาแทนที่ของเครื่องจักรต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อพนักงานทั้งหมดตกงาน พวกเขาก็จะขาดรายได้และไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นลูกค้ามาซื้อสินค้าเหล่านี้ได้เนื่องจากไม่มีกำลังซื้อที่มากพอ ผู้ประกอบการหลายเจ้าจึงระงับโครงการเหล่านี้ไว้ก่อนจนกว่าจะพบทางออกที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย

 

การปรับใช้การบริหารด้าน Logistics กับกิจการขนาดเล็กหรืออุตสาหกรรมท้องถิ่น

การจัดการด้าน Logistics จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจทุกประเภท สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก การจัดการด้านโลจิสติกส์ถือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะธุรกิจของคุณจะเติบโตหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการนี้ทั้งสิ้น ซึ่งการจัดการด้านโลจิสติกส์นั้นไม่ใช่เรื่องเข้าใจยากหรือซับซ้อน มันคือเรื่องของการบริหารต้นทุน การผลิต และการขนส่งจนถึงมือผู้บริโภคนั่นเอง

ก่อนอื่น เจ้าของกิจการต้องวางแผนด้านการผลิตก่อน ว่าสินค้าของเราจะทำการจัดซื้อวัตถุดิบจากที่ไหน ราคาเท่าไหร่ และถ้าอีกแหล่งหนึ่งให้ราคาวัตถุดิบที่ถูกกว่า ค่าขนส่งวัตถุดิบจากแหล่งจำหน่ายมาจนถึงโรงงาน ถ้าเทียบกับเจ้าแรกนั้น ใช้งบประมาณมากกว่าหรือน้อยกว่าอย่างไร หากเจ้าแรกราคาแพงกว่าแต่อยู่ใกล้โรงงานเรานิดเดียวแถมยังมีบริการจัดส่งสินค้าให้ฟรีภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ เช่นสั่งซื้อในปริมาณที่กำหนด หรือจัดส่งฟรีในระยะห่างไม่เกิน 1 กิโลเมตร ถึงจะมีราคาสูงกว่าแต่ก็ลดต้นทุนให้เราได้มากกว่าเจ้าที่ให้ราคาถูกกว่า เป็นต้น

ทันข่าวสารอยู่เสมอและหัดเป็นคนช่างสังเกต การเป็นเจ้าของกิจการ ต้องอับเดตข่าวสารทางธุรกิจตลอดเวลา เพื่อลดความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ เช่น ผู้ประกอบการเปิดร้านเครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง มียอดขายเป็นที่น่าพอใจ แต่ต่อมาไม่นานก็มีห้างเปิดใหม่มาเปิดตัวอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เครื่องสำอางแบรนด์หนึ่งมีโปรลดราคาในห้างนั้น ทำให้ส่งผลกระทบกับยอดขาย ทางร้านจึงพลิกแพลงด้วยการใช้โปรโมชั่นเครื่องสำอางเก่าแลกซื้อเครื่องสำอางใหม่ในราคาพิเศษ โดยไม่จำกัดแบรนด์ที่นำมาแลกซื้อ ทำให้ทางร้านมีรายได้เพิ่มขึ้นและได้มีโอกาสเคลียร์สต๊อกสินค้าตามหลักการจัดการด้านLogistics อีกด้วย

พลิกแพลงตามสภาพเศรษฐกิจ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจมีความผันแปรอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบการต้องมีไหวพริบและพร้อมที่จะพลิกแพลงหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของตนเองอยู่เสมอ การเตรียมพร้อมเหล่านี้จะช่วยให้คุณกล้าตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของกิจการขายเสื้อผ้าขนาดเล็ก มีหน้าร้านที่ห้างสรรพสินค้าสองแห่ง ในช่วงปีแรก ๆ กิจการกำลังไปได้สวย แต่เจ้าของกิจการก็ไม่ชะล่าใจ เปิดหน้าร้านออนไลน์เพื่อช่วยขายเพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง

ต่อมา ธุรกิจค้าปลีกเริ่มซบเซา พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยเดินทางมาที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกซื้อเสื้อผ้า ก็เริ่มสั่งสินค้าจากทางเฟซบุ๊คเพิ่มมากขึ้น รายได้จากการขายออนไลน์เริ่มเติบโตในขณะที่รายได้จากหน้าร้านเริ่มลดลง เจ้าของร้านจึงตัดสินใจ ปิดตัวลง 1 สาขา และนำพนักงานขายมาอยู่รวมกันในร้านเดียว เพื่อรองรับเรื่องบริการหลังการขาย นอกจากนี้ ทางร้านยังเปิดรับแก้ทรงและซ่อมแซมเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง เพราะมีจักรและช่างตัดเย็บฝีมือดีประจำแบรนด์เสื้อผ้าอยู่ก่อนแล้ว  ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาลและในส่วนของยอดขายรวมถึงคอมมิชชั่นของพนักงานก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นี่คือตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ใช้หลักการบริหารแบบ Logistics เป็นแนวทางนั่นเอง

 

ทำไมอาชีพนักจัดการด้านโลจิสติกส์จึงเป็นที่สนใจของกลุ่มนักศึกษา

จากการเปิดเผยสถิติด้านการศึกษาในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา สังเกตได้ว่ามีกลุ่มนักศึกษาเลือกเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้าน Logistics กันมากขึ้น เพราะคาดหวังว่าอาชีพที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต หางานได้ง่าย เป็นที่ต้องการในกลุ่มธุรกิจ และไม่มีการแข่งขันสูงเช่นอาชีพในแวดวงอื่น ๆ

แต่บางส่วนถือเป็นการคาดเดาที่ผิด เพราะอาชีพนี้มีเงื่อนไขในการคัดเลือกบุคลากรค่อนข้างสูง คนที่มีความสามารถจริง ๆ เท่านั้นที่จะผ่านการสัมภาษณ์และถูกส่งเข้าไปทดลองงาน กว่าจะได้ในตำแหน่งที่ต้องการ ก็ต้องผ่านการฝึกฝนประสบการณ์ ถูกเคี่ยวจากนักจัดการด้านโลจิสติกส์รุ่นพี่เสียก่อนในระยะหนึ่ง

อัตราเงินเดือนที่ค่อนข้างสูง ดึงดูดให้น้อง ๆ นักศึกษาตัดสินใจมาสมัครเรียนกันมากขึ้น หลายคนเข้าใจว่าโลจิสติกส์คือการเรียนรู้เรื่องการลำเลียงและดำเนินการขนส่งสินค้าและซัพพลายเชน ซึ่งจริง ๆ แล้ว โลจิสติกส์มีรายละเอียดปลีกย่อยและแง่มุมอื่น ๆ ที่น่าศึกษาอีกมาก แต่หลาย ๆ คนไม่เคยกล่าวถึงเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่จะมาทำงานด้านโลจิสติกส์ต้องมีความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษี, การนำเข้า-ส่งออก, กฎหมายการค้าระหว่างประเทศร่วมด้วย หากใครไม่ชอบเรียนเกี่ยวกับงานกฎหมายและเรื่องภาษีต่าง ๆ ก็คงรู้สึกอึดอัดกับวิชาเหล่านี้ อย่างน้อย ๆ ต้องเปิดใจยอมรับ เพราะวิชาต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือส่วนสำคัญของการทำงานด้านโลจิสติกส์เช่นกัน

ความรู้ด้านภาษาก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่ผู้อยากทำงานด้านโลจิสติกส์ต้องมี  เพราะผู้ที่จะเข้ามาทำงานในสายนี้ต้องพบปะผู้คนมากมาย และต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ต่อให้เป็นบริษัทที่ทำงานภายในประเทศก็ตาม ควรศึกษาเรื่องศัพท์เทคนิคต่าง ๆ หรือฝึกการติดต่อประสานงานกับชาวต่างชาติบ่อย ๆ เพราะต้องมีโอกาสได้ใช้ทักษะด้านภาษาในงานนี้แน่ ๆ อยู่แล้ว

การอ่านคนและการบริหารคนก็ถือว่าเป็นหนึ่งในหน้าที่งานด้วยเช่นกัน นักบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ที่ดี ต้องอ่านคนให้เป็น เลือกใช้คนให้เหมาะกับหน้าที่งาน มองให้ออกว่าแต่ละคนเขามีความคิดเช่นไร พฤติกรรมส่วนตัวข้อไหนบ้างที่เป็นผลเสียต่อบริษัท มีแนวโน้มว่าจะทุจริตในอนาคตหรือไม่ เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทางองค์กรในภายหลัง

ทั้งหมดนี้คือแง่มุมหนึ่งของอาชีพนักจัดการด้านโลจิสติกส์ที่น้อง ๆ หลายคนอาจยังไม่เคยทราบ เพราะหลายคนโฟกัสไปที่เงินเดือนและเข้าใจว่าเป็นการทำงานด้านการขนส่งสินค้าเป็นหลัก ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในหน้าที่งานที่มากกว่านั้น อย่างน้อย ๆ ข้อมูลเหล่านี้คงพอมีส่วนช่วยในการตัดสินใจ และเตรียมตัวเพื่อเข้ามาเป็นบุคลากรที่ดีที่มีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งต่อไปได้ในอนาคต

 

ทำไม Logistics ทางน้ำจึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

การขนส่งทางเรือหรือทางน้ำประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าช่องทางอื่น เหตุผลข้อแรกที่ทำให้การขนส่งทางน้ำเป็นทางเลือกแรก ๆ ที่นักจัดการด้านโลจิสติกส์ของหลาย ๆ บริษัทเลือกใช้ คือเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่าย การขนส่งทางน้ำนั้นใช้ค่าจัดส่งน้อยมากเมื่อเทียบกับการขนส่งช่องทางอื่น ๆ ส่งสินค้าได้ในปริมาณมาก อัตราค่าภาษีนำเข้าของแต่ละท่าเรือก็ไม่สูงมาก ไม่ต้องจ้างคนยกเพราะทางบริษัทเดินเรือมีบริการให้ครบวงจร โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียอะไรเพิ่มนอกจากค่าขนส่ง และเสี่ยงกับอัตราความเสียหายน้อยกว่าการขนส่งประเภทอื่น ๆ

การขนส่งทางน้ำสามารถขนส่งสินค้าได้ครั้งละมาก ๆ

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การขนส่งทางน้ำกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ก็คือปริมาณในการขนส่งนั่นเอง ทางผู้ประกอบการสามารถจัดส่งสินค้าได้คราวละมาก ๆ โดยเลือกตู้คอนเทนเนอร์ตามความเหมาะสมของประเภทและจำนวนของสินค้าที่ต้องการจัดส่ง ทำให้ย่นระยะเวลาและลดขั้นตอนในการกระจายสินค้า แถมยังประหยัดต้นทุนได้อย่างมหาศาลตามที่กล่าวไปในหัวข้อแรก

มีรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ให้เลือกหลากหลายตามความเหมาะสมของตัวสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องการจัดส่ง

การขนส่งทางเรือจะมีตู้คอนเทนเนอร์ให้ผู้ประกอบการเลือกได้ตามความเหมาะสมของสินค้านั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้แช่แข็งสำหรับอาหารสด ตู้คอนเทนเนอร์แบบ Dry Cargoes สำหรับใส่สินค้าทั่วไป ตู้คอนเทนเนอร์ปรับอากาศสำหรับสินค้าที่ต้องระวังเรื่องอุณหภูมิเป็นพิเศษ เช่น สินค้าเวชภัณฑ์ สารเคมีต่าง ๆ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าระดับราคาในการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์แต่ละประเภทนั้นก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนักจัดการด้านโลจิสติกส์อีกทางหนึ่ง

การขนส่งทางน้ำใช้ระยะเวลาไม่นานอย่างที่คิด

หากไม่ใช่หน้ามรสุม การขนส่งทางน้ำก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการขนส่งสินค้าในปริมาณมาก ๆ หรือขนส่งข้ามประเทศ และใช้เวลาในการขนส่งแต่ละครั้งไม่นานอย่างที่คิด เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการจัดการด้านโลจิสติกส์ที่รัดกุม ทำให้ระยะเวลาในการขนส่งทางน้ำยุคปัจจุบันใช้เวลาเพียง 2-5วันเป็นอย่างช้า

ท้ายสุดคือการขนส่งทางน้ำ ยังคงมีความปลอดภัยสูง เพราะมีระบบการรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดี ส่วนใหญ่ ทางกิจการเดินเรือจะมีการรับประกันความเสียหายของสินค้าในอัตราที่สูงกว่าการขนส่งช่องทางอื่น ๆ พวกเขามีทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์คอยบริหารและควบคุมการทำงาน เพื่อลดอัตราการสูญเสียให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีเจ้าหน้าที่ควบคุมสินค้าต่อหนึ่งลำเรือเป็นจำนวนมาก แต่ละคนล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการอบรมมาอย่างดี ดังนั้น ผู้ประกอบการทุกคนจึงไว้วางใจการขนส่งทางน้ำเป็นอันดับแรก ๆ

 

คุณสมบัติที่นักบริหารจัดการด้าน Logistics ควรมี

จากเปอร์เซ็นต์การแข่งขันทางธุรกิจที่ค่อนข้างดุเดือดในปีล่าสุดนี้ ทำให้หลาย ๆ บริษัทเริ่มมีการปรับตัวกันมากขึ้น และเปลี่ยนแผนธุรกิจเป็นรูปแบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และลดขั้นตอนบางอย่างในการทำงาน เพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ด้วยการประหยัดต้นทุนและตัดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้บริษัทอยู่รอด และมีแนวโน้มว่าจะมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี

หลายบริษัทมีความประสงค์ที่จะเพิ่มตำแหน่งผู้บริหารงานด้าน Logistics โดยตรง เนื่องจากความไม่เสถียรทางด้านการตลาดที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูง ซึ่งตำแหน่งเดียวที่จะคอยรับมือกับตัวแปรเหล่านี้ได้ ก็คือนักบริหารและนักพัฒนาด้านสายงาน Logistics นั่นเอง แต่ก่อนจะมอบตำแหน่งที่ว่านี้ให้กับใครสักคน ผู้บริหารส่วนใหญ่จะพิจารณาจากคุณสมบัติเหล่านี้เป็นหลัก

1.มีความรอบรู้

นักบริหารจัดการด้าน Logistics ต้องมีความรอบรู้ในระดับที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป ต้องหมั่นศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์แผนการตลาดล่วงหน้าอยู่เสมอ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องล้ำหน้าคู่แข่งไปหนึ่งก้าว คิดแผนสำรองไว้เพื่อหาทางออกให้กับทีมงานในยามที่เกิดปัญหา  เพราะทุกความคิด ทุกแผนงานของคนกลุ่มนี้หมายถึงผลกำไรและขาดทุนของบริษัท คุณสมบัติข้อนี้จึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก

2.มีทักษะรอบด้าน

นอกจากความรอบรู้แล้ว ไหวพริบและทักษะด้านอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต่อเนื่องกัน คนที่จะเข้ามารับตำแหน่งนี้ต้องเป็นคนทันเกม มีทักษะที่เพียบพร้อมแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจรจา จังหวะการพลิกแพลงและการก้าวนำคู่แข่ง ความเป็นระเบียบ และความละเอียดในการจัดการด้านต่าง ๆ หากขาดทักษะด้านใดด้านหนึ่งไป อาจส่งผลเสียให้กับบริษัทได้ในทันที

3.มีทัศนคติและอุปนิสัยด้านบวก

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะการมีทัศนคติที่ดีและมีอุปนิสัยด้านบวกจะช่วยส่งผลให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผู้บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ต้องเป็นคนมองการณ์ไกล และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานงานและการจัดการด้านอื่น ๆ

4.มีความกระตือรือร้น พร้อมที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

อีกหนึ่งข้อที่ถูกจัดไว้ในเกณฑ์การคัดเลือกนักจัดการด้านโลจิสติกส์ก็คือ ความกระตือรือร้นและพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เป็นคนมีระเบียบแบบแผนมีความละเอียด เพราะตำแหน่งนี้คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการลดอัตราความสูญเสียในบริษัท และมีความสามารถสูงในการบริหารจัดการเรื่องเวลา ไม่ว่าจะเป็นตารางเวลาในชีวิตประจำวันของตนเอง
หรือบริหารจัดการเวลาในขั้นตอนต่าง ๆ ของการทำงานก็ตาม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องการพัฒนาเพื่อหาวิธีการใหม่ๆเพื่อลดต้นทุนของบริษัทได้อีกด้วย

 

ปัจจัยต่าง ๆ ที่สร้างความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดในวงการ Logistics

ธุรกิจออนไลน์ คือ การสั่นสะเทือนวงการครั้งยิ่งใหญ่ ปีนี้ถือว่าเป็นปีทองสำหรับวงการ Logistics เลยก็ว่าได้ เพราะการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจแนวพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์เริ่มเฟื่องฟู ผู้ประกอบการเริ่มเปลี่ยนทิศทางการทำธุรกิจแบบพลิกฝ่ามือ จากที่เคยมีหน้าร้านเพื่อจัดเรียงสินค้าวางขาย หรือต้องจัดส่งด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ถึงมือผู้บริโภค ก็ลดขั้นตอนลงเป็นรูปแบบการค้าออนไลน์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ในอินเตอร์เน็ต

ขั้นตอนในการจัดการด้าน Logistics ลดลงทำให้เกิดผลกำไรมากขึ้น จากเดิมที่ต้องหาวัตถุดิบป้อนสู่โรงงานผลิต ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้น่าสนใจ เสาะหาที่วางขาย ดำเนินการขนส่ง และจ้างพนักงานไปจัดการดูแล คอยเติมสินค้า ดูวันหมดอายุ และผลักดันให้สินค้าไปถึงมือผู้บริโภคได้มากกว่าคู่แข่ง ก็เหลือแค่การจัดหา และโพสต์ขายผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค แล้วส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในทันที ทำให้เจ้าของกิจการประหยัดต้นทุนและมีผลกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 2 เท่าตัว

การเติบโตของธุรกิจออนไลน์ส่งผลให้ธุรกิจอื่น ๆ ที่ประกอบการด้านขนส่งเติบโตไปด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันธุรกิจที่เติบโตและสร้างผลกำไรตามมาติด ๆ คือธุรกิจที่ประกอบการด้านการขนส่ง ไปรษณีย์ไทยเริ่มมีคู่แข่ง เพราะมีบริษัทเอกชนที่เปิดใหม่และมีการจัดการด้านโลจิสติกส์ได้ดีกว่าในช่วงแรก ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทำให้พวกเขาเกือบแซงหน้าไปรษณีย์ไทยไปอย่างหวุดหวิด

หนึ่งในขั้นตอนของการทำโลจิสติกส์ คือการจัดการด้านบริหารสต๊อกสินค้า จากเดิมที่ต้องทำการสต๊อกสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก ก็เปลี่ยนเป็นการสั่งซื้อแค่ตัวอย่าง หรือรูปถ่ายมาโพสต์ หรือไลฟ์สดขายผ่านหน้าจอ ทำให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยงเรื่องอัตราความสูญเสียของตัวสินค้าในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหมดอายุ ชำรุดเสียหายจากการจัดเรียง เป็นต้น  ทันทีที่มีผู้บริโภคแสดงความจำนงว่าต้องการสั่งซื้อ ทางผู้ประกอบการก็สั่งตรงไปทางผู้ผลิตให้ทำการแพ็คและจัดส่งถึงมือลูกค้าภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ช่วยลดอัตราความสูญเสียจากการบริหารสต๊อกสินค้าได้ การทำโลจิสติกส์รูปแบบเดิม ต้องมีการจัดการบริหารด้านสต๊อกสินค้า เริ่มจากการสั่งตุนสินค้าเป็นจำนวนมาก จ้างพนักงานเพื่อคอยดูแล ควบคุมและขนย้ายจนกว่าจะจบกระบวนการ เมื่อขั้นตอนเหล่านี้ถูกตัดออกไป ทางเจ้าของกิจการก็ได้ผลกำไรเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากต้นทุนในส่วนนี้ไม่ถูกใช้จ่าย อัตราส่วนการเพิ่มขึ้นของผลกำไรในแต่ละกิจการ สูงขึ้นถึง 100% หรือในบางกิจการ เติบโตทะลุร้อยไปเลยด้วยซ้ำ

เชื่อว่าตลาดยังขยายได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะบริหารต้นทุนได้ดีกว่า ในปีต่อไป การค้าออนไลน์จะสร้างผลกำไรและเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีกว่าเดิมมาก สังเกตได้จากปริมาณการสั่งซื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าในท้องถิ่นที่ห่างไกลมากกว่าจะเป็นคนในเมือง ซึ่งคนกลุ่มนี้มีมาก และมีกำลังซื้อมากพอที่จะผลักดันให้ธุรกิจออนไลน์และการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์เติบโตขึ้นได้ในที่สุด

 

นวัตกรรมการจัดการ Logistics ในภาคเกษตรกรรม

เนื่องจากจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้น แต่การผลิตอาหารในภาคเกษตรกรรมกลับลดลง สังเกตได้จากราคาของผลผลิตที่แพงขึ้นในทุก ๆ ปี ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียน ผลไม้เศรษฐกิจที่ชาวจีนนิยมรับประทาน มีปริมาณการส่งออกสูงมากในแต่ละปี พ่อค้าชาวจีนบางรายหัวใส ทำสัญญาจับจองต้นทุเรียนตามสวน เพื่อรับรองนักท่องเที่ยวชาวจีนจากทัวร์ 0 เหรียญ ถือเป็นกลยุทธ์ทางโลจิสติกส์แบบหนึ่งเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ทุเรียนจึงมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทย ราคาทุเรียนจึงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีตามลำดับ

มีแนวโน้มว่าธุรกิจด้านการเกษตรกรของไทยจะเติบโตมากขึ้นในปีถัดไป เพราะประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกกว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ ปราศจากภัยธรรมชาติร้ายแรงเช่นประเทศอื่น ๆ มากสุดแค่น้ำท่วม แต่ก็ไม่กินระยะเวลานานมากนัก แต่ปัญหาคือเกษตรกรไทยมักจะทิ้งพื้นที่เพาะปลูกให้รกร้าง แล้วหันไปทำอาชีพอื่นแทน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยมีจำนวนลดลงมากในปีล่าสุด ทั้งยังมีราคาแพงขึ้นมากอีกด้วย

เกษตรกรไทยควรลดการจำกัดบทบาทตัวเองในด้านการผลิต ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความรู้กับเกษตรกรด้านการจัดการโลจิสติกส์ในพื้นที่เพาะปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตามกระบวนการที่ถูกต้อง เป็นการเพิ่มความสามารถให้กับเกษตรกรไทย เน้นการเพาะปลูกให้ตรงกับความต้องการของตลาด และมีปริมาณเพียงพอในแต่ละปี ทั้งนี้ทั้งนั้น เกษตรกรไทยก็ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง และเปิดใจรับความรู้ด้านโลจิสติกส์ด้วยเช่นกัน

การจัดการบริหารด้านโลจิสติกส์ที่ดี จะช่วยลดการสูญเสียจากกระบวนการเก็บรักษาและการขนส่งสินค้าได้ ตามที่เห็นกันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ข่าวสับประรดราคาตก เหลือเพียงกิโลกรัมละ 1-5 บาท ทำให้เกษตรกรบางกลุ่มประชดประชันด้วยการนำสับประรดมาเททิ้งตามถนน นั่นเป็นเพราะเกษตรกรไทยขาดความรู้ในด้านโลจิสติกส์ ลองมาคิดกันเล่น ๆ ดูว่า หากพวกเขารวมตัวกัน ช่วยกันหาทางแก้ปัญหา จะช่วยลดความสูญเสียได้มากขนาดไหน

ถ้ากลุ่มเกษตรกร หันมารวมตัวในแต่ละชุมชน หาทางแปรรูปสับประรดในหลาย ๆ รูปแบบ พัฒนาเป็นสินค้าตามฤดูกาลหรือสินค้าประจำชุมชน มองหาสถานที่ฝากขาย หรือใช้ช่องทางในโซเชียลเน็ตเวิร์คให้เป็นประโยชน์ หรือจะนำมากวนเพื่อส่งขายโรงงานขนมใช้สำรับทำไส้คุกกี้และไส้บิสกิตต่าง ๆ หากโชคดี อาจมีโรงงานมารับซื้อถึงที่ ทำให้ลดต้นทุนด้านการขนส่งไปอีก พวกเขาก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าการขายสับประรดสด ๆ ในราคาไม่ถึงสิบบาทอย่างแน่นอน ไม่ต้องนำมาเททิ้งให้เสียของ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียจากกระบวนการเก็บรักษาได้ดีอีกด้วย

 

กรณีศึกษา Logistics ในประเทศไทย ผ่านมุมมองของบริษัทยักษ์ใหญ่ 

นาทีนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยนั้น มีผู้บริหารที่เป็นเลิศด้านมุมมอง Logistics ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตอาหารสด อาทิ เนื้อไก่ เนื้อสุกร ที่มีฟาร์มเป็นของตนเอง และเปิดร้านค้ารองรับ เพื่อตัดปัญหาเรื่องแหล่งจำหน่าย รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึง และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้พวกเขาควบคุมคุณภาพด้านการผลิตและขนส่งได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงผลกำไรที่ไหลเวียนเข้าสู่บริษัทโดยตรง ถือเป็นการจัดการอย่างชาญฉลาด ที่คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

เริ่มจากมุมมองแรก เข้าใจความต้องการของตลาด เรื่องที่ง่ายที่สุด คือแหล่งสร้างผลกำไรที่ดีที่สุด

ที่น่าแปลกใจก็คือ มุมมองของผู้บริหารเหล่านี้มักเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือการมองง่าย ๆ ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการอะไร และสินค้าที่ผู้บริโภคกลุ่มนั้นต้องการ เขาจะสามารถควบคุมต้นทุนในการผลิตได้อย่างไร ต้องวางขายที่ไหน และมีขั้นตอนในการขนส่งอย่างไรบ้างที่จะลดความสูญเสีย และสร้างผลกำไรได้มากที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันกระแสคนรักสุขภาพมาแรง การวิ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มคนวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูงและค่อนข้างตัดสินใจง่าย บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์และชุดกีฬาจึงให้ความสนใจ เข้าร่วมเป็นสปอนเซอร์ และออกแคมเปญจำหน่ายเสื้อวิ่งพร้อมเบอร์ในราคาพิเศษ ซึ่งการวิ่งมาราธอนในแต่ละครั้งนั้น ผู้วิ่งจะต้องจ่ายค่าสมัคร และค่าเสื้อเอง ทำให้บริษัทผลิตชุดกีฬาเหล่านี้ได้ระบายสินค้าเป็นจำนวนมาก โดยใช้ Logistics เพียงขั้นตอนเดียว นั่นก็คือผลิต และส่งตรงสู่สถานที่จัดกิจกรรมในทันที

เป็นฝ่ายผลิต จำหน่าย และส่งออกเสียเอง ดีกว่าเป็นฝ่ายนำเข้าในอนาคต

         ตามที่เป็นข่าวครึกโครมกันล่าสุด ที่บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งมีโครงการจะเช่าที่นารกร้างทั่วประเทศ เพื่อทำการเกษตร แปรรูป และส่งขายตามร้านค้าในเครือ รวมไปถึงการส่งออกสู่ต่างประเทศ โดยคาดหวังให้ไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลกในอนาคต

จะเห็นได้ว่า CEO ของบริษัทนี้มีมุมมองที่กว้างไกล และเข้าใจลักษณะนิสัยของคนไทยเป็นพิเศษ จึงมีความคิดที่จะหยิบยื่นเงินค่าเช่าที่ดินให้โดยที่เจ้าของที่ดินไม่ต้องทำอะไรเลย สามารถนั่งเฉย ๆ เพื่อรอรับเงินค่าเช่าเป็นรายได้เย็น ไม่ต้องเหนื่อยทำเกษตรกรรม และใช้เวลาตลอดปีเพื่อรับเงินค่าผลผลิตอันน้อยนิดเช่นเมื่อก่อนอีกต่อไป

เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนด้าน Logistics ครั้งนี้ จะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยในอนาคต

              เพราะการปรับเปลี่ยนด้าน Logistics ของหลาย ๆ บริษัทในประเทศไทย จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นมากในอนาคต อันดับแรกเลยก็คือ การกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สโมสรฟุตบอลแห่งหนึ่งมีแนวคิดใช้ผ้าทอลายเอกลักษณ์ของทีมมาจำหน่าย จากเดิมที่สั่งทอไหมพรมจากต่างประเทศ ทำให้ลดต้นทุนการผลิต ได้สินค้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่สนใจของต่างประเทศ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นสินค้าส่งออกได้ในอนาคต และช่วยกระจายรายได้สู่คนในประเทศได้อย่างสัมฤทธิ์ผล

ดังนั้น ทุกครั้งที่มีข่าวสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแผนการดำเนินงานของบริษัทต่าง ๆ เข้ามา ควรวิเคราะห์และศึกษาอย่างถี่ถ้วน ว่าผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้นต้องการอะไร สิ่งที่เขาคิดจะทำ มีทางเป็นไปได้ ลดขั้นตอนการผลิต การขนส่ง และมีแนวโน้มว่าจะสร้างผลกำไรเข้าสู่องค์กรของเขาได้มากขนาดไหน คำตอบที่ตกผลึกจากการวิเคราะห์เหล่านี้แหละ ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต ยั่งยืน และยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต