Switch to: uk
27 March 2017 23:07PM

เปิดเสรีโลจิสติกส์อาเซียน เอกชนจี้รัฐหนุนสร้างศักยภาพแข่งขัน

12 Feb 08 ,  Than News
  • 0
จากข้อเท็จจริงที่ว่าระบบเศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายทางการค้า การลงทุน การบริการและแรงงานที่มีความเสรีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากความพยายามในการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี( FTA) ของประเทศต่างๆ สำหรับในภูมิภาคอาเซียนเองได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์นี้เช่นเดียวกัน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้ดำเนินงานภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการรวมตัว เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการสร้างประชาคมอาเซียน(ASEAN Cmmunity) ให้เหมือนประชาคมยุโรป มีเป้าประสงค์สำคัญคือ ต้องการสร้างภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง ภายใต้แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ คือ การมีตลาด และฐานการผลิตร่วมกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานอย่างเสรี เพื่อสร้างขีดการแข่งขันของอาเซียนให้เข้ากับเศรษฐกิจโลกและอำนาจการต่อรองในเวทีการค้า

หนึ่งในประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจทั้งภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกัน คือการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ด้วยการเปิดเสรี ตามกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องเปิดบริการให้แก่กันมากกว่าที่แต่ละประเทศได้มีข้อตกลงไว้กับองค์การการค้าโลก(WTO) ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเจรจาไปแล้ว 4 รอบ โดย 2 รอบแรกมุ่งเน้นการเปิดเสรีใน 7 สาขา คือ การเงิน การขนส่งทางทะเล การขนส่งทางอากาศ การสื่อสารโทรคมนาคม การท่องเที่ยว การก่อสร้าง และสาขาบริการธุรกิจ

ขณะที่การเจรจาในรอบ 3 และ4 ได้มีการขยายขอบเขตการเจรจาเปิดเสรีให้รวมทุกสาขาบริการ และนอกเหนือจากการเปิดตลาดร่วมใน 7 สาขาแล้ว ยังได้ริเริ่มวิธีเจรจาโดยให้ประเทศสมาชิกตั้งแต่ 2 ประเทศขึ้นไปที่มีความพร้อมจะเปิดเสรีสาขาบริการใดให้แก่กันมากขึ้นก็สามารถกระทำได้ก่อน และเมื่อประเทศอื่นมีความพร้อมจึงค่อยเข้าร่วม เพื่อให้การเปิดเสรีเป็นไปด้วยความรวมเร็วมากขึ้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 5 (ม.ค.50-ธ.ค.2551) โดยหลักการจะมีการขยายจำนวนประเภทธุรกิจในแต่ละสาขาบริการ เพื่อเปิดตลาดระหว่างสมาชิกให้มากกว่ารอบที่ผ่านมาพร้อมทั้งเปิดตลาดในเชิงลึกมากขึ้น

นอกจากนี้สมาชิกอาเซียนยังได้เร่งรัดเปิดตลาดในสาขาบริการที่เป็นสาขาบริการสำคัญ(Priority Sectors) 4 สาขาได้แก่ สาขาโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาสุขภาพ สาขาการท่องเที่ยว และสาขาสายการบิน ภายในปี 2553 สาขาบริการโลจิสติกส์ ภายในปี 2556 และเปิดเสรีบริการทุกสาขา ภายในปี 2558 (ดูตารางประกอบ) ซึ่งจากข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ผู้ให้บริการของไทยและรัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีดังกล่าว โดยในส่วนของภาครัฐได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศในภาพรวมทั้งหมด

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง รองอธิบดีกรมเจรจาธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า การเปิดเสรี สาขาขนส่งและโลจิสติกส์ จะเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในตลาดอาเซียนอื่น เพราะไทยถือเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ในภูมิภาคที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆในอาเซียนได้ ขณะเดียวกันการเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาประกอบกิจการในไทย ผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์ของการร่วมทุน โดยจะมีเงินทุนและเทคโนโลยีในการพัฒนาธุรกิจ

ทั้งนี้จากการสัมมนาระดมความคิดเห็นร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปว่าทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการเปิดเสรีในสาขาโลจิสติกส์ เพราะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทำอย่างไรที่จะปรับตัวเตรียมความพร้อมและใช้โอกาสในการเปิดตลาดภายในอาเซียนให้เป็นประโยชน์

อย่างไรก็ตามในส่วนของภาคเอกชนไทยเห็น ว่าภาครัฐควรให้การส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย และมีมาตรการช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ ให้พัฒนาศักยภาพในการแข่งขันได้เมื่อมีการเปิดเสรี

น.ส.วัลภา สถิรชวาล เลขาธิการสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องร่วมมือกันระหว่างผู้ที่อยู่ในซัพพลายเชนเดียวกันระหว่างคู่ค้ากับลูกค้า ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและมาแชร์ธุรกิจกันมากขึ้น แต่ถ้าไม่ทำใน 5 ปีข้างหน้าเมื่อมีการเปิดเสรีโลจิสติกส์เต็มตัวเราก็จะสู้ต่างชาติไม่ได้ ขณะที่การสนับสนุนจากภาครัฐสิ่งแรกที่ต้องทำคือ 1.การมีหน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพดูและด้านโลจิสติกส์อย่างถาวร 2.เร่งแก้ไขกฎระเบียบที่จะอำนวยความสะดวกทางด้านการค้า และ3.เร่งพัฒนาโครงสร้างด้านการขนส่งทั้งระบบ

นายบรรพต กาญจนวิไล อุปนายกฝ่ายพัฒนาวิชาการ สมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย กล่าวว่า จุดที่น่าเป็นห่วงในการเปิดเสรีโลจิสติกส์ของไทยคือ ผู้ประกอบการกลุ่มที่ไม่มีเครือข่ายที่จะขยายตัวออกไป ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทยมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีเวลาพัฒนาวางแผนสร้างเครือข่ายหรือวิจัยพัฒนาธุรกิจ ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยไม่พัฒนา

นายสัญวิทย์ เศรษฐโภคิน เลขาธิการสมาคมขนส่งสินค้า กล่าวว่า ภาครัฐควรเร่งให้การส่งเสริมด้านความรู้แก่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก และสนับสนุนในเรื่องของระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ขณะที่ผู้ประกอบการควรมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างพันธมิตร เพื่อศึกษาซึ่งกันและกัน รองรับการเปิดเสรีที่จะมีขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าไปเปิดบริการในประเทศนั้นได้สะดวกขึ้น

อนึ่งสำหรับภาพรวมของโลจิสติกส์ไทยในแง่ของการพัฒนาถือว่ายังอยู่ในขั้นของการเริ่มต้น โดยการดำเนินงานของผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเน้นการจัดส่งสินค้าไปสู่ผู้บริโภคเป็นหลัก ในขณะที่ออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา อยู่ในขันที่พัฒนาแล้ว โดยเน้นความสำคัญของการบูรณาการที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบจนกระทั่งผลิตสินค้าแล้วเสร็จส่งมอบไปสู่ผู้บริโภค

ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยในปี2549 ไทยมีสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ จีดีพีเท่ากับ 23.9 % หรือ 2.36 ล้านล้านบาท ขณะที่ญี่ปุ่น สหรัฐ ยุโรป มีสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ ต่อจีดีพี ไม่เกิน 11% ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาระบบโลจิสติกส์ของไทยยังขาดการพัฒนาเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์ ประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานในการกระจายสินค้าและคุณภาพบริการขนส่งทางน้ำและทางอากาศ ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในการเปิดเสรีในทุกเวทีการค้าโลก