Switch to: uk
26 March 2017 15:28PM

5ยักษ์ทุ่มพันล.รุกคลัสเตอร์หุ่นยนต์ SCG-ปตท.-เควี-CPยกเครื่องปรับทั้งระบบผลิต

06 May 16 ,  prachachat
  • 0
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษรูปแบบคลัสเตอร์ว่า กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตคลัสเตอร์หุ่นยนต์ มีความคืบหน้าในการเร่งผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดสำหรับการกำหนดผลิตภัณฑ์ บริษัทเป้าหมายและแผนโรดโชว์โดยมี 5 บริษัทใหญ่ ประกอบด้วย เครือเอสซีจี, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท เควี อิเลคทรอนิกส์ จำกัด นำร่องในการปรับปรุงระบบการผลิต โดยนำหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเข้ามาใช้แทนเครื่องจักรเดิม ที่คาดว่าจะใช้ลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษรูปแบบคลัสเตอร์ว่า กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตคลัสเตอร์หุ่นยนต์ มีความคืบหน้าในการเร่งผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดสำหรับการกำหนดผลิตภัณฑ์ บริษัทเป้าหมายและแผนโรดโชว์โดยมี 5 บริษัทใหญ่ ประกอบด้วย เครือเอสซีจี, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท เควี อิเลคทรอนิกส์ จำกัด นำร่องในการปรับปรุงระบบการผลิต โดยนำหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเข้ามาใช้แทนเครื่องจักรเดิม ที่คาดว่าจะใช้ลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท

 

FiveJiant

 

บริษัทซีพีเอฟเริ่มโครงการนำร่อง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันธุรกิจเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไก่แช่แข็งไทย ลงทุนเครื่องจักร/อุปกรณ์ 944 ล้านบาท ทดแทนแรงงาน 1,050 คน/วัน สำหรับกำลังการผลิต 9,000 ตัว/ชม. เงินอุดหนุน 30% หรือ 283 ล้านบาท คืนทุนภายใน 4 ปี ขณะที่บริษัทซีพี ออลล์ เริ่มโครงการนำร่องระบบการจัดเก็บสินค้าและเรียกคืนสินค้าอัตโนมัติ (AS/RS) 15,000 แห่ง เพื่อใช้แรงงานน้อยลง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีความถูกต้อง สามารถควบคุมสินค้าคงคลังได้แบบเรียลไทม์ ใช้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ลงทุนในระบบอัตโนมัติ 550 ล้านบาท ส่วนที่ลงทุนในตัวอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวก 450 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถลดการพึ่งพาแรงงานลง 30% คืนทุนในระยะเวลา 5-8 ปี ซึ่งโครงการจะเสร็จสมบูรณ์ไตรมาส 4/2560

 

ส่วนของเครือเอสซีจี เริ่มโครงการนำร่องระบบการจัดเก็บสินค้าและเรียกคืนสินค้าอัตโนมัติ (AS/RS) 9,000 แห่ง เพื่อปรับปรุงระบบการเก็บรักษา การใช้ประโยชน์ให้มีความถูกต้องและความปลอดภัย ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 179 ล้านบาท ลงทุนในประเทศ 135 ล้านบาท แบ่งเป็นการก่อสร้างระบบป้องกันอัคคีภัย ค่าเช่าคลังสินค้า การขนส่ง ระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน ซึ่งตามแผนจะเพิ่มคลังสินค้า และลดค่าเช่าที่เป็นรายจ่ายไปได้ การลงทุนทั้งหมดสามารถทดแทนกำลังคนจาก 61 คน เหลือ 47 คน ประหยัดได้ถึง 10.8 ล้านบาท/ปี คืนทุนภายใน 5 ปี ขณะที่แผนในอนาคตคือ โครงการลงทุนระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ทั้งหมด 6,000 ล้านบาท รวมถึงจัดตั้งระบบบูรณาการภายในบริษัท

 

ทางด้านบริษัท ปตท. ได้วางแผน 4 ปี (2559-2563) พัฒนาการหุ่นยนต์บังคับใต้น้ำ (ROV) ใช้สำหรับท่อส่งก๊าซเพื่อการทำงานและการบำรุง หากการลงทุนเป็นไปตามแผน ROV จะเข้ามาแทนที่การจ้างบริษัทเอาต์ซอร์ซ โดย ROV 1 เครื่อง ลดต้นทุนได้ถึง 70 ล้านบาท เมื่อพัฒนาเสร็จเต็มระบบภายในปี 2563 จะนำ ROV 2-3 เครื่องมาใช้ในภาคบริการต่าง ๆ ทั้งการสำรวจในกลุ่ม ปตท. รวมถึงลูกค้าในอ่าวไทยส่วนหนึ่ง คาดว่าจะมีรายได้ 525 ล้านบาท สำหรับภาคบริการในทะเล ROV 5-7 เครื่อง จะส่งผลให้ ปตท.ได้โอกาสในอนาคตของการเป็นผู้ให้บริการตรวจสำรวจแท่นและท่อนอกชายฝั่ง คาดว่าจะมีรายได้ 2,625 ล้านบาท 

 

และบริษัทเควีฯ โครงการนำร่องระบบอัตโนมัติสำหรับการผลิตแรงดันไฟฟ้าต่ำและหม้อแปลง สามารถเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดเจนว่า หากบริษัทลงทุน 9.1 ล้านบาท ประหยัดต้นทุนได้ 2.8 ล้านบาท/ปี ซึ่งหากกำลังการผลิตอยู่ที่ 7,000 ยูนิต/วัน จากที่ต้องใช้กำลังคน 28 คน จะลดลงเหลือเพียง 10 คน คืนทุนภายใน 3.2 ปี 

 

ทั้งนี้ การที่มีบริษัทขนาดใหญ่ 5 ราย เป็นตัวนำร่องโครงการลงทุนดังกล่าว จะส่งผลใน 2 ส่วน คือ 1.บริษัทที่มีความพร้อมรายอื่นจะเริ่มลงทุนเพื่อลดต้นทุนและรับสิทธิประโยชน์ 2.นักลงทุน ผู้ผลิตหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ เห็นความต้องการที่มากขึ้น จะเข้ามาลงทุนในไทยตามมา

 

นอกจากนี้ ได้กำหนดประเทศเป้าหมายในแผนโรดโชว์ 5 ประเทศ เริ่มจากเดือนเมษายน 2559 เดินทางไปชักจูงนักลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักร เยอรมนี ญี่ปุ่น เดือนมิถุนายนไปสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เดือนกรกฎาคมไปสหรัฐอเมริกา และเดือนกันยายนไปญี่ปุ่น

 

จากการสำรวจผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยพบว่า มีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติภายใน 3 ปี โดย 50% เป็นบริษัทใหญ่ ขณะที่บริษัทขนาดกลางต้องใช้เวล 3-5 ปี บริษัทเล็กใช้เวลาปรับเปลี่ยนมากกว่า 5 ปี คาดว่าจะมีมูลค่าการนำเข้า 266,000 ล้านบาท โดยเฉพาะระบบการลำเลียง ระบบเครื่องจักรอัตโนมัติเฉพาะที่ ระบบการบรรจุ ขณะที่มูลค่าส่งออกของระบบอัตโนมัติของภาพรวมอุตสาหกรรมยังต่ำอยู่ที่เพียง 134,000 ล้านเท่านั้น และยังพบอีกว่าอุตสาหกรรมไทยกว่า 85% ยังทำงานด้วยระบบใช้กำลังคน (Manual) และ 10% เท่านั้นที่ใช้ร่วมกันระหว่างเครื่องจักรและการควบคุมเครื่องจักรด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (CNC) มีเพียง 5% เท่านั้นที่ใช้หุ่นยนต์/ระบบอัตโนมัติทุกขั้นตอนในการหยิบจับชิ้นงาน

 

สำหรับ 10 ผลิตภัณฑ์เป้าหมายที่ต้องการให้มีการผลิตและลงทุนในประเทศมากขึ้น อาทิ 1.เครื่องจักร อุปกรณ์ และชิ้นส่วนที่มีการออกแบบทางวิศวกรรม และ/หรือมีการซ่อมแม่พิมพ์สำหรับ Automations & Robotics เช่น Servo Motor, Actuator เป็นต้น 2.อุปกรณ์ชิ้นส่วนโทรคมนาคม อุปกรณ์/ชิ้นส่วนส่ง Emission/Transmission/Reception ระบบไร้สาย Wireless 3.ผลิตภัณฑ์ Electronic Control and Measurement สำหรับงานอุตสาหกรรม/เกษตร เป็นต้น

 

โดยมีมาตรการเร่งด่วนที่จะช่วยขับเคลื่อนคลัสเตอร์หุ่นยนต์แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1.อุตสาหกรรมการผลิต (Demand) ใช้มาตรการทางภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายหรือหักค่าเสื่อมอัตราเร่ง/หักค่าเสื่อมเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อซื้อระบบอัตโนมัติ/หุ่นยนต์ (ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 40%) และหักค่าใช้จ่าย 2 เท่าสำหรับการอบรมบุคลากร, มาตรการทางการเงิน ประสานสถาบันการเงินในการจัดสรรวงเงินสินเชื่อในการปรับปรุงกระบวนการผลิต, มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (ได้สิทธิ์จากบีโอไอ) ยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี สัดส่วน 50% ของเงินลงทุน ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร

 

ส่วนที่ 2.อุตสาหกรรมผลิตหุ่นยนต์/ระบบอัตโนมัติ (Supply) ใช้มาตรการดึงนักลงทุนโดยยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ลดหย่อน 50% อีก 5 ปี, กองทุน Fund of Fund เพื่อลงทุนใน Venture Capital ในลักษณะ Matching Fund, มาตรการทางการเงิน โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, มาตรการทางภาษี ปรับโครงสร้างอากรขาเข้าชิ้นส่วน/อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ยกเว้นอากรขาเข้ามาทำ R&D/ทดสอบ และหักค่าใช้จ่าย 2 เท่าสำหรับการอบรมบุคลากร