Switch to: uk
26 March 2017 15:26PM

พลิกโฉมหน้าธุรกิจยานยนต์ ด้วยการผนึกกำลังภาคธุรกิจยานยนต์แบบเก่าเข้ากับภาคเทคโนโลยี

20 Oct 15 ,  บริษัท ฮิลล์ แอนด์ นอลตัน
  • 0
• รายงานใหม่จาก DHL เผยภาคธุรกิจยานยนต์ปฏิวัติวงการควบรวมกับภาคเทคโนโลยี
• ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมล้ำหน้าได้นำมาซึ่งการบรรจบกันของอุตสาหกรรมทั้งสอง
• ผู้ผลิตยานยนต์มองหาการปฏิบัติการที่มีมาตรฐานที่ดีขึ้น ตรวจสอบสถานะการปฏิบัติงานได้ และมีการจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดในกระบวนการซัพพลายเชนที่ดียิ่งขึ้น

• รายงานใหม่จาก DHL เผยภาคธุรกิจยานยนต์ปฏิวัติวงการควบรวมกับภาคเทคโนโลยี

• ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมล้ำหน้าได้นำมาซึ่งการบรรจบกันของอุตสาหกรรมทั้งสอง

• ผู้ผลิตยานยนต์มองหาการปฏิบัติการที่มีมาตรฐานที่ดีขึ้น ตรวจสอบสถานะการปฏิบัติงานได้ และมีการจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดในกระบวนการซัพพลายเชนที่ดียิ่งขึ้น

InfographicDSCAutomotivewhi

 

กรุงเทพ, 19 ตุลาคม 2558: DHL บริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำของโลกเปิดตัว รายงานฉบับล่าสุด ที่เน้นว่าการดำเนินธุรกิจแบบเก่าในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ได้หมดยุคลงแล้ว ภาคอุตสาหกรรมจะหันหน้าเข้าร่วมการปฏิวัติกับภาคเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนวิธีการจัดการในการดำเนินการซัพพลายเชน  โดยรายงานดังกล่าวเผยว่าการเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีผลิตชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ อันเนื่องมาจากความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ได้นำมาซึ่งการบรรจบกันของอุตสาหกรรมทั้งสอง

 

รายงานเรื่อง “การปฏิวัติเงียบ: การผนึกกำลังและซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต” (The Quiet Revolution: Convergence and the Future Automotive Supply Chain) จัดทำขึ้นโดย ลิซ่า ฮาร์ริงตัน ประธานกลุ่มแอริงตัน ซึ่งได้รับมอบหมายจากดีเอชแอลในการค้นหาความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก

 

การบรรจบกันสู่สุดยอดแห่งการรวมตัวนี้เป็นผลพวงจากกับการเติบโตของซัพพลายเออร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก  อันจะเห็นได้จากการที่ส่วนประกอบยานยนต์ที่ผู้ผลิตยานยนต์ใช้ถึงร้อยละ 82 ในปัจจุบันมาจากซัพพลายเออร์ ในขณะที่เมื่อสามสิบปีก่อน มีอัตราการใช้ส่วนประกอบจากซัพพลายเออร์เพียงร้อยละ 56 เท่านั้น  การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างโรงงานผลิตและซัพพลายเออร์ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญในบทบาทของแต่ละผู้เล่นในตลาดไปจากเดิมที่อำนาจทั้งหมดอยู่ที่ผู้รับจ้างผลิตภายใต้การควบคุมของเจ้าของผลิตภัณฑ์  (OEMs) ซึ่งผู้ผลิตยานยนต์ต่างต้องการมาตรฐานที่ดีขึ้น ความสามารถในการตรวจสอบสถานะการปฏิบัติการ และการจัดการกับความเสี่ยงในกระบวนการซัพพลายเชน เพื่อคงไว้ซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด

 

ลิซ่า ฮาร์ริงตัน ประธานกลุ่มแอริงตัน กล่าวว่า “ยุคสมัยของการทำธุรกิจยานยนต์แบบเก่าได้สิ้นสุดลงแล้ว ในอดีตการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์จะเอื้อประโยชน์ให้กับโรงงานผู้รับจ้างผลิต ซึ่งมีฐานซัพพลายเออร์ของตนอย่างจำกัดจากภายในอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ในวันนี้ รถยนต์ขนาดกลางโดยทั่วไปใช้ระบบไมโครโพรเซสเซอร์ถึงประมาณ 40-50 ระบบในการขับเคลื่อน ซึ่งต้องใช้การเขียนรหัสคำสั่งที่มีความยาวกว่า 20 ล้านบรรทัด ในขณะที่เครื่องบินโบอิ้ง 787 ใช้รหัสคำสั่งเพียงไมถึง 15 ล้านบรรทัด”

 

“สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงและการพึ่งพาอาศัยกันของภาคอุตสาหกรรมทั้งสอง” ฮาร์ริงตันเสริมว่า “ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการรถยนต์ที่ชาญฉลาดและไฮเทคมากขึ้น ผู้ผลิตต้องเผชิญกับความท้าทายในการแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนในกระบวนการซัพพลายเชนของตน ธุรกิจจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกและทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ เพื่อให้แน่ใจว่าการปฏิบัติงานในซัพพลายเชนมีความเหมาะสมกับการดำเนินงานในยุคใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักทางธุรกิจ”

 

กระบวนการซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์โฉมใหม่ประกอบด้วยสามเสาหลักที่สำคัญ คือ การวางมาตรฐาน การตรวจสอบสถานะและการบริหารความเสี่ยง ธุรกิจจะต้องทำงานที่จะสร้างการจัดการทางกายภาพและข้อมูลของซัพพลายเชนซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตอุปกรณ์และซัพพลายเออร์ปรับปรุงการดำเนินงานซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวม บริษัทหลายๆแห่งได้เดินทางไปสู่การวางมาตรฐาน ซึ่งเป็นส่วนหลักในการวางแผนกลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนซัพพลายเชนโลกของพวกเขา

 

เสาหลักที่สอง การตรวจสอบสถานะการปฏิบัติงาน เกิดขึ้นได้โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานด้านซัพพลายเชน ระบบไอทีจะช่วยให้การตรวจสอบเกิดขึ้นผ่านระบบวิเคราะห์ผลและระบบติดตามซึ่งบันทึกทุกขั้นตอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการซัพพลายเชน ความสามารถในการตรวจสอบเช่นนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบความถูกต้องว่าอะไรกำลังผ่านเข้ามาในเครือข่ายของพวกเขาบ้างได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ความสามารถในการตรวจสอบดังกล่าวยังช่วยทำให้เกิดประสิทธิภาพในกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง อันเป็นเสาหลักที่สาม ด้วยการลดความไม่แน่นอนในกระบวนการซัพพลายเชน

 

ไมเคิล มาร์ติน รองประธานกรรมการ ฝ่ายพัฒนายุทธศาสตร์ ภาคธุรกิจยานยนต์ระดับสากล ของ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กล่าวว่า “ดีเอชแอลมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับทั้งธุรกิจยานยนต์และธุรกิจเทคโนโลยีมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ เราได้เห็นวิธีการที่ทั้งสองธุรกิจบรรจบเข้าหากันและเห็นความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่สามารถเกิดขึ้นได้ การเพิ่มเติมของซัพพลายเออร์รายใหม่สู่ธุรกิจยานยนต์นั่นหมายความว่า การบริหารความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนและซับซ้อนในธุรกิจยานยนต์ สำหรับซัพพลายเออร์ด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค ผู้แข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์จำเป็นต้องกระจายฐานซัพพลายเออร์ของพวกเขาให้มีความหลากหลาย ด้วยการจัดหาแหล่งซัพพลายเออร์ท้องถิ่นหรือใกล้เคียงในระดับภูมิภาคเพื่อลดการพึ่งพาและป้องกันความเสี่ยง

 

“บริษัทต้องแน่ใจว่าพวกเขาใช้ประโยชน์จากโซลูชั่นการจัดการความเสี่ยงล่าสุดในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน” มาร์ตินกล่าวเสริมว่า “โซลูชั่นเหล่านี้รวมถึงการมีศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการขนส่งหรือคอนโทรลทาวเวอร์ในกระบวนการซัพพลายเชนที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบกระบวนการปฏิบัติงานได้อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อีกทั้งยังควบคุมการปฏิบัติงานด้านอื่นๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นในกระบวนการซัพพลายเชน นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเสี่ยงและเครื่องมือจัดการความเสี่ยง เช่น ระบบซอฟท์แวร์ DHL’s Resilience360 ซึ่งเป็นระบบการจัดการความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้ธุรกิจแปรเปลี่ยนการหยุดชะงักของธุรกิจ ความผันผวนทางสังคมและการเมือง รวมถึงสิ่งแวดล้อมของโลก ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยความสามารถในการตรวจตรากระบวนการซัพพลายเชนได้ครบทุกแง่มุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และความสามารถในการตรวจสอบความเสี่ยงได้ตามเวลาจริง”

 

สามารถดาวน์โหลดเอกสารรายงาน “การปฏิวัติเงียบ: การผนึกกำลังและซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต” ได้ที่นี้ www.dhl.com/auto-convergence.