Switch to: uk
27 March 2017 23:02PM

ไปให้ไกลกว่า RFID และ GPS

11 Apr 08 ,  Than News
  • 0
ปัจจุบันมีหลายบริษัทชั้นนำของไทยได้ทดลองติดตั้งและใช้งานเทคโนโลยี RFID และ GPS ในงานโลจิสติกส์ของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น GPS ทำให้บริษัทได้รู้ตำแหน่งของรถขนส่งในระหว่างการเดินทาง

ในขณะที่ RFID ทำให้สามารถเช็กจำนวนของสินค้าในคลังสินค้ารวมถึงเวลาของการเข้าออกของการขนส่ง แต่หลังจากระยะหนึ่งบริษัทเหล่านี้จึงพบว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ได้สร้างข้อมูลให้บริษัทอย่างมากมาย จนในท้ายที่สุดจึงเริ่มตระหนักว่าบริษัทอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า ถูกข้อมูลถมทับ (Information Overloaded) กล่าวคือ การที่บริษัทสามารถรู้ตำแหน่งของรถขนส่งหรือจำนวนสินค้าในคลังสินค้านั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการสร้างทัศนวิสัย (Visibility) ในโซ่อุปทานของตนแต่คำถามที่ผู้บริหารเริ่มมีการถามกับผู้รับผิดชอบ

โครงการเหล่านี้ในบริษัทก็คือ "แล้วไงต่อครับ/ค่ะ?" (So what?) ความหมายก็คือว่า การที่รู้ตำแหน่งของทั้งขบวนรถขนส่งหรือสินค้านั้น สามารถให้ประโยชน์อะไรได้มากกว่านั้นได้ไหม อย่างเช่น การจัดตารางเดินรถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดการจำนวนสินค้าคงคลังให้เกิดค่าใช้จ่ายต่ำสุด การจัดตารางการผลิตที่เหมาะสมที่สุด จำนวนคนงานที่ต้องจ้างหรือจำนวนรถขนส่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อต้นทุน (Maximum Return on Investment) ในขณะที่สามารถรองรับความเสี่ยงในการผลิตและการตอบสนองต่อลูกค้าได้อย่างเหมาะสม หรือแม้แต่การออกแบบระบบงานในโรงงานใหม่ทั้งหมดเพื่อให้รองรับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้

การตอบคำถามเหล่านี้ต้องอาศัยความรู้ที่มากกว่าเพียงแค่การติดตั้ง RFID และ GPS แต่เป็นความรู้ที่ต้องใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงเข้าช่วย เช่น การใช้อัลกอริทึมทางคณิตศาสตร์เพื่อการจัดตารางเดินรถแต่ละคันของทั้งขบวนรถ การทำสถานการณ์จำลองในคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) โดยการใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็นและสถิติศาสตร์ การหาเส้นทางเดินรถที่สั้นที่สุด (Shortest Route) โดยการใช้ Mixed Integer Programming (MIP) เป็นต้น

ความรู้แขนงนี้เป็นการผนวกเอาความรู้ในทางวิศวกรรมผนวกเข้ากับการวิจัยการจัดการ (Operations Research) และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่มากในบ้านเราในขณะนี้ แต่ความรู้แขนงนี้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับวงการโลจิสติกส์ของไทยในอนาคต ทั้งนี้เป็นเพราะการลงทุนทางด้านโลจิสติกส์ของไทยในปัจจุบันยังเป็นการลงทุนไปกับเทคโนโลยีที่เห็นและจับต้องได้อย่างเช่น GPS และ RFID แต่ยังขาดในเรื่องของการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมให้กับคนในองค์กร โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้อัลกอริทึมในทางคณิตศาสตร์เพื่อให้เกิดการจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

หากจะเทียบกันแล้ว เทคโนโลยีอย่างเช่น GPS และเซ็นเซอร์ชนิดต่างๆนั้นเปรียบเสมือนกับปลายของเส้นประสาทในร่างกายคนเราที่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่มันทำการวัดอยู่นั้นมีค่าเป็นอะไร แต่ต้องอาศัยสมองในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เส้นประสาทส่งมาให้ว่าสิ่งที่มันวัดอยู่นั้นร้อนเกินไปหรือว่าเย็นเกินไปหรือไม่ และควรจะตอบสนองหรือวางแผนในขั้นต่อไปอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในภาพรวม

การบริหารโลจิสติกส์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก็เช่นเดียวกันครับ การลงทุนไปกับการสร้างเครือข่ายเส้นประสาทหรือเซ็นเซอร์ต่างๆนั้นนับเป็นสิ่งจำเป็นขั้นต้น แต่จะต้องไม่ลืมว่าจะต้องอาศัยการประมวลผลและการวิเคราะห์โดยใช้องค์ความรู้ทางวิศวกรรมและคณิตศาสตร์ที่เปรียบเหมือนสมองในการวางแผนและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆ ไม่เช่นนั้นจะโดนข้อมูลถมทับ (Information Overloaded) โดยที่บริษัทที่ได้ลงทุนไปมากมายไม่สามารถที่จะนำเอาข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์เหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในขั้นถัดไปได้ ซึ่งนับเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งครับ