Switch to: uk
26 March 2017 15:38PM

หูกวางเร่งทำแผนรับครม.ใหม่ +เตรียมสานต่อเมกะโปรเจ็กต์ทั้งโลจิสติกส์-รถไฟฟ้าทางคู่-ท่าเรือปากบารา

27 Nov 06 ,  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
  • 0
หูกวางเร่งทำแผนรับครม.ใหม่ +เตรียมสานต่อเมกะโปรเจ็กต์ทั้งโลจิสติกส์-รถไฟฟ้าทางคู่-ท่าเรือปากบารา
รักษาการปลัดหูกวาง สั่งทุกหน่วยงานจัดทำแผนเร่งด่วนส่งให้ครม.ชุดใหม่พิจารณา เผยเตรียมชงแผนพัฒนาโลจิสติกส์ 102 โครงการ ค่ากว่า 2 แสนล้าน ส่วนรถไฟฟ้าจ่อคิวขอทบทวนรูปแบบการประมูลและเร่งออกพกรฎ.เวนคืน ขณะที่ ขน.เตรียมขอความชัดเจนแผนการลงทุนสร้างท่าเรือปากบารา สำนักงบฯ จี้ ส่งการบ้านภายใน 15 ต.ค.นี้ นายชลอ คชรัตน์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงคมนาคม และผู้ใช้อำนาจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในวันที่
2 ต.ค.49 ที่ผ่านมานั้น ตนได้เรียกหัวหน้าหน่วยงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อหารือใน 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการเตรียมเรื่องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และการประเมินผลการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานไปเร่งจัดทำรายละเอียด โครงการเร่งด่วนที่จะต้องเสนอเข้าครม. รวมถึงทบทวนแผนงานปี 50 กลับมาเสนออีกครั้งหนึ่งด้วย ขณะที่ นายจุฬา สุขมานพ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ

กระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สิ่งที่เตรียมจะเสนอให้คระรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณา คือแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ที่ได้จัดทำไว้แล้ว โดยมีแผนจะดำเนินการภายในระยะ
5 ปี จำนวนโครงการที่จะต้องดำเนินการรวม 102 โครงการ เป็นเงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 221,321 ล้านบาท พร้อมกันนี้จะเสนอด้วยว่า แผนการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ระยะทาง 800 กิโลเมตร มูลค่า 75,000 ล้านบาท นั้นเป็นโครงการเร่งด่วน และเส้นทางที่ควรจะนำมาดำเนินการก่อนคือ คือเส้นทางฉะเชิงเทรา-โคราช และฉะเชิงเทรา-นครสวรรค์ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีการขนส่งสินค้าเป็นจำนวนมากในขณะเดียวกันจะเสนอขอเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการงบประมาณด้วย โดยจะเสนอขอให้รัฐบาลรับภาระในการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แทนวิธีการเดิมที่จัดสรรงบประมาณให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นฝ่ายจัดสรรเอง โดยอาจจะจัดสรรมาให้กรมทางหลวง (ทล.) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟให้แทน ขณะที่การเดินรถขนส่งสินค้านั้น จะเปิดให้มีการแข่งขันกันอย่างเสรีจากภาคเอกชน

หัวหน้ากลุ่มพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ กล่าวต่อด้วยว่า อาจจะมีการเสนอขอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการจัดหาเงินลงทุนรูปแบบอื่นให้ด้วย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้งบประมาณมาลงทุนเพียงอย่างเดียว เช่นอาจจะเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานดำเนินการ หรืออาจจะให้เอกชนออกเงินค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ก่อน แล้วรัฐจ่ายคืนให้ในภายหลัง หรือหากมเอกชนเสนอตัวที่จะลงทุนให้แบบครบวงจรก็ยิ่งน่าสนใจ ซึ่งคาดว่าเส้นทางที่เอกชนสนใจจะเข้ามาลงทุนคงจะเป็นเส้นทางเด่นชัย-เชียงราย โดยในส่วนรัฐบาลอาจจะช่วยในเรื่องของการเวนคืนที่ดินเพียงอย่างเดียวก็ได้

ด้าน นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาริชยนาวี (ขน.) เปิดเผยว่า จะต้องกลับไปทบทวนแผนงานในปี 50 ที่จัดทำไว้ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่ ซึ่งในส่วนของขน.คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้ว ส่วนงบประมาณที่เสนอขอรับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณปี 50 คือจำนวน 8,000 ล้านบาทก็ยังคงเป็นไปตามเดิม อย่างไรก็ดี ในส่วนที่จะเสนอขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนใหม่พิจารณาเป็นพิเศษคือโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา มูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยจะขอความชัดเจนว่าจะมีนโยบายให้ดำเนินการอย่างไรต่อ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 3 ทางเลือกคือ อาจจะมอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รับไปดำเนินการลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการเอง หรือแนวทางที่ 2 คือ ให้ขน.ดำเนินการเอง โดยขอรับการจัดสรรงบประมาณจาก
รัฐบาล และอีกแนวทางหนึ่งคือการเปิดให้นักลงทุนที่สนใจมาประมูลก่อสร้างตามแนวทางของเมกะดปรเจ็กต์ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา

ขณะที่แหล่งข่าวระกับสูงรายหนึ่งจากกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือกันว่าถึงโครงการเร่งด่วนที่จะเสนอครม.ชุดใหม่ ซึ่งเบื้องต้นนอกจากจะมีโครงการก่อสร้างทางคู่ ของการรถไฟฯ แล้ว ยังมีแนวคิดที่จะเสนอขอให้เร่งออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ของโครงการรถไฟฟ้าที่มีแนวเส้นทางไว้ชัดเจนแล้ว, เสนอขออนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการประมูลรถไฟฟ้าจากเดิมกำหนดให้เอกชนยื่นข้อเสนอแหล่งเงินกู้เพื่อเป็นทางเลือก เพื่อเปลี่ยนให้ตรงกับเงื่อนไขการใช้เงินกู้เจบิคด้วย

นอกจากนั้นองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยังเตรียมจะเสนอขอดำเนินโครงการจัดหารถโดยสารปรับอากาศ เอ็นจีวี 2,000 คัน รวมถึงการขออนุมัติเงินเพื่อนำไปใช้หนี้ค่าน้ำมันให้กับบริษัท ปตท. จำกัด อีกทั้งยังจะมีการเสนอขอยกเลิกการแลกหัวรถจักรด้วยวิธีการบาเตอร์เทรดกับรัฐบาลจีนด้วย เนื่องจากมีความล่าช้ามาพอสมควร โดยจะขอนำมาประมูลจัดซื้อด้วยวิธีการตามปกติ ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายฉะเชิงเทรา-แหลมฉบังว่า ก็อาจจะต้องเลื่อนแผนการก่อสร้างจากเดิมกำหนดไว้ในปี พ.ศ. 2550 ออกไปเป็นปี พ.ศ. 2552 แทน เพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ เช่นกัน ซึ่งจะต้องส่งแผนชัดเจนทั้งหมดนี้ให้สำนักงบประมาณพิจารณาภายในวันที่ 15 ต.ค.49 นี้