Switch to: uk
27 March 2017 23:07PM

ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ในการจัดการโซ่อุปทาน

21 Apr 11 ,  ศิโรจน์ โพธิ์ทอง, ผู้จัดการฝ่ายคลังสินค้า และจัดส่ง และบมจ. ฟรีสแลนด์ ฟู้ดส์ โฟร์โมสต์ (ประเทศไทย) และ น.ศ.หลักสูตร MS. in Logistics and Supply Chain Management ม.ศรีปทุม
  • 0

ความปลอดภัยในการบริโภคอาหารและการพิสูจน์ทราบแหล่งที่มาได้ เป็นสิ่งสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน การระบาดของโรคไข้หวัดนก (Bird Flu) และการแพร่ระบาดของโรควัวบ้า (Mad Cow Disease) ทั้งในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ได้ทำให้เกิดความตระหนักถึงความจำเป็นในการสืบหาแหล่งกำเนิด แหล่งผลิต และแหล่งแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร

ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาหลายประเทศได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายในการตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของอาหารหรือผลิตภัณฑ์ ในทุกๆ กระบวนการในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารนั้นๆ กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว คือ EU General Food Law Regulation 178/2002 ที่กำหนดความสามารถของการตรวจสอบย้อนกลับไปหนึ่งขั้น ทั้งขึ้นและลงในโซ่อุปทานอาหาร (One Step Up and One Step Down) กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม ปี 2544 ด้วยเหตุนี้เอง ประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องเริ่มพัฒนาและใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อการส่งออกไปยังประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งยังใช้ตรวจและควบคุมคุณภาพของอาหารเพื่อเพิ่มความมั่นใจต่ออาหารที่ถูกบริโภคในประเทศ

           

กระบวนการโลกาภิวัฒน์ของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากแหล่งของวัตถุดิบ เทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร และการเจริญเติบโตทางการสื่อสาร อย่างไรก็ตามในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรคระบาดที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ที่ใช้เพื่อการบริโภคเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หวัดนกที่เกิดกับสัตว์ปีกในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือโรควัวบ้าที่เกิดกับโคเนื้อในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ข่าวดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคได้เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหาร ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลของหลายประเทศจึงได้ออกมาตรการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บริโภคจะได้รับความปลอดภัยจากการบริโภคอาหาร

           

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันแห่งชัยชนะของผู้บริโภคต่อสิทธิในการบริโภคสินค้าและอาหารที่ปลอดภัย เนื่องจากได้เริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นธรรม และทำให้ผู้ประกอบการต้องมีความรับผิดชอบต่อสินค้าของตัวเองมากขึ้น

           

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะทำให้การตรวจสอบย้อนกลับหาแหล่งที่มาของสินค้า (Traceability) เป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากจะทำให้ผู้ผลิตทราบถึงสาเหตุที่มาของปัญหาเมื่อสินค้ามีความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค และจัดการกับปัญหาที่เกิดได้อย่างทันท่วงที ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร ที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยอย่างชัดเจน

           

โดยในระบบการตรวจสอบย้อนกลับประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ 2 กระบวนการคือ

           

1.  การติดตาม (Following) คือ ระบบที่ใช้ติดตามได้ว่าสิ่งที่สนใจนั้น จะไปอยู่ ณ ที่ใด เช่น ผู้ผลิตสินค้านั้นพบว่าวัตถุดิบในการผลิตสินค้าล็อตหนึ่งมีปัญหา แต่สินค้าได้ถูกส่งไปจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว ทางผู้ผลิตจึงมีความจำเป็นต้องเรียกคืนสินค้าทั้งหมด ที่ผลิตจากวัตถุดิบล็อตที่มีปัญหา และได้จำหน่ายออกไปแล้ว  ผู้ผลิตต้องติดตามเส้นทางการผลิตและการจัดจำหน่าย เพื่อจะได้ทราบว่าสินค้าที่มีปัญหามีการวางจำหน่ายอยู่ที่ใดบ้าง และสามารถเรียกคืนสินค้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว การดำเนินการดังกล่าว คือ การค้นหาปลายทางของสินค้านั่นเอง

 

2. การตรวจสอบย้อนกลับ (Tracking) คือ ความสามารถสืบได้ว่าสินค้าที่มีปัญหาผลิตขึ้นเมื่อใด จากสายการผลิตไหนและการรับวัตถุดิบมาจากที่ใดบ้าง แหล่งการผลิตจากแหล่งไหน ฯลฯ เพื่อค้นหาว่าจุดใดที่ก่อให้เกิดปัญหา และจุดที่ก่อให้เกิดปัญหาได้ผลิตสินค้าไปมากน้อยเพียงใด อีกทั้งมีข้อมูลรายละเอียดในขั้นตอนกรรมวิธีการผลิตอย่างไร เพื่อทำการติดตามสินค้าคืนได้อย่างถูกต้อง การดำเนินการดังกล่าว คือ การค้นหาต้นทางของสินค้าเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการหาปลายทางของสินค้าต่อไป

 

นิยามศัพท์และความหมายของการตรวจสอบย้อนกลับ 

           

การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) คือ ความสามารถในการสืบค้นและติดตาม อาหาร สัตว์ สินค้าที่ผลิตจากสัตว์ ในขั้นตอนต่างๆ ของการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่าย

           

การตรวจสอบ (Inspection) คือ การตรวจสอบอาหาร หรือระบบการควบคุมอาหาร วัตถุดิบ กระบวนการแปรรูป การจัดจำหน่าย โดยให้รวมถึงกระบวนการผลิต และการตรวจสอบสุดท้าย (Testing) เพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าเหล่านั้นได้คุณภาพตามที่กำหนด

 

ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

อะไรคือการตรวจสอบย้อนกลับได้

การตรวจสอบย้อนกลับ คือ ความสามารถในการสอบและติดตาม อาหาร อาหารสัตว์ ผลิตอาหารสัตว์ หรือส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีจุดประสงค์สำหรับการบริโภค หรือใช้ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการผลิต กระบวนการ และการกระจาย (The ability to trace and follow a food, feed, food-producing animal or substance that will be used for consumption through all stages of production, processing and distribution.)  

           

การตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) นั้นเป็นเครื่องมือในการจัดการความเสี่ยง ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจอาหารและผู้ที่มีอำนาจในการดำเนินการ สามารถทำการเพิกถอนหรือเรียกคืนผลิตภัณฑ์ ซึ่งถูกชี้บ่งว่ามีความไม่ปลอดภัยได้ อย่างไรก็ตามประโยชน์ที่ได้จากการดำเนินการดังกล่าว มีดังนี้ 

  • ใช้เป็นข้อมูลสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตและสนับสนุนด้านการควบคุมคุณภาพ เช่น การควบคุมสต็อค ประสิทธิภาพของการใช้วัตถุดิบ รวมทั้งคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์และแหล่งที่มา
  • ช่วยให้การจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนประสิทธิภาพการเพิกถอนและการเรียกคืนของสินค้าให้กระทำได้โดยเร็วเมื่อเกิดปัญหา ลดผลกระทบที่จะเกิดจากเพิกถอนใดๆ และ ผลกระทบที่ทำให้การค้าหยุดชะงัก ซึ่งช่วยลดการสูญเสียในด้านค่าใช้จ่าย
  • ทำให้การพิจารณาปัญหาภายใน สามารถชี้บ่งได้ถึงสาเหตุที่แท้จริง แสดงถึงความเชื่อถือได้ และสามารถดำเนินการเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
  • ทำให้สามารถการทวนสอบว่าสินค้าที่ถูกร้องเรียนเป็นกลุ่มไหนมีปริมาณเท่าใด   และใช้ในการเตรียมข้อมูลให้กับผู้บริโภค เช่น ประเด็นเรื่องแหล่งที่มาเป็นต้น 

ระบบตรวจสอบย้อนกลับในโซ่อุปทาน (Traceability across the Supply Chain)

การจัดการระบบการตรวจสอบย้อนกลับในโซ่อุปทานนั้น มีความเกี่ยวข้องในการเชื่อมโยงระบบการไหลของข้อมูล และตัวผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน (ตารางที่ 1) ซึ่งในแต่ละส่วน แต่ละองค์กร นั้นจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลง ขั้นตอน และการจัดเก็บข้อมูลขั้นพื้นฐาน สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับร่วมกัน ดังภาพที่ 1

 

ภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างการตรวจสอบย้อนกลับ ในการจัดการโซ่อุปทาน

 

stat_01

 

ที่มา The GS1 Traceability Standard

 

ซึ่งการที่จะประสบผลสำเร็จในการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดทั้งโซ่อุปทานนั้น ในแต่ละส่วน แต่ละองค์กร จะต้องจัดให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ที่เชื่อมโยง ต่อเนื่องกันทั้งภายใน (Internal) และภายนอก (External) องค์กร

 

ระบบตรวจสอบย้อนกลับภายในองค์กร (Internal Traceability)

ระบบตรวจสอบย้อนกลับภายในองค์กรนั้น เริ่มต้นตั้งแต่การรับวัตถุดิบต่างๆ เข้ามาเพื่อไว้ใช้ประโยชน์  และเพื่อจะนำไปใช้ในขั้นตอนการผลิต จนถึงแปรรูป เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าสำเร็จรูป ดังภาพที่ 2

 

ภาพที่ 2 แสดงโครงสร้างการตรวจสอบย้อนกลับภายในองค์กร

 

stat_03

 

ที่มา The GS1 Traceability Standard

 

กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในองค์กรนั้น จะต้องประกอบด้วย การเคลื่อนย้าย การแปรรูป การจัดเก็บ หรือการทำลายอย่างน้อยหนึ่งกระบวนการ ในแต่ละส่วนงานมีความรับผิดชอบในการเก็บข้อมูล ที่เชื่อมโยงจากการแปรรูปวัตถุดิบ ไปจนถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบต่างๆ ช่วงเวลาของการใช้ไป และสถานที่ในการจัดเก็บ จนได้มาซึ่งสินค้าสำเร็จรูป

 

ระบบตรวจสอบย้อนกลับระหว่างองค์กร (External Traceability)

ระบบตรวจสอบย้อนกลับระหว่างองค์กรนั้น เริ่มต้นตั้งแต่การส่งมอบวัตถุดิบ หรือสินค้าสำเร็จรูป จากองค์กรหนึ่ง ไปยังองค์กรอื่น ดังภาพที่ 3

 

ภาพที่ 3 แสดงโครงสร้างการตรวจสอบย้อนกลับระหว่างองค์กร 

 

stat_02

 

ที่มา The GS1 Traceability Standard

 

ในแต่ละองค์กร จะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา และแหล่งที่ส่งออกไป หรือที่เรียกว่า ความสามารถของการตรวจสอบย้อนกลับไปหนึ่งขั้น ทั้งขึ้นและลงในโซ่อุปทาน (One Step Up and One Step Down) นั้นเอง

 

อะไรคือสิ่งที่เพียงพอ สำหรับระบบการตรวจสอบย้อนกลับ  

แค่ไหนถึงจะ “เพียงพอ” สำหรับระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มีความจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังในการกำหนดการตรวจสอบย้อนกลับ เพราะสิ่งนี้ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งความปลอดภัยของผู้บริโภค

           

การประเมินความเสี่ยงเป็นหัวใจของการออกแบบระบบการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความมั่นใจในการจัดการกับความเสี่ยง ซึ่งขึ้นอยู่กับการจัดซื้อวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ผลิต ต้องรักษาความเหมาะสมระหว่าง ความซับซ้อน ค่าใช้จ่าย ความคุ้มค่า การนำข้อมูลไปใช้ และผลกำไร

           

ตัวอย่างของสินค้าที่เป็น Bulk วัตถุดิบบางอย่างมีการจัดเก็บแบบ Bulk เช่น น้ำตาลและแป้ง วัตถุดิบเหล่านั้นถูกจัดส่งในลักษณะที่มีการระบุเป็น Batch เมื่อถูกใส่ลงในถังจัดเก็บแล้วผสมกับส่วนที่เหลืออยู่ก่อนหน้านี้ จะเป็นเหตุให้เกิดการผสมรวมกัน และหากส่วนที่ถูกส่งมาแล้วนั้นถูกระบุว่ามีการปนเปื้อน อาจจะทำให้ต้องมีการทำลายสินค้าที่มีอยู่ทั้งหมดใน Tank ดังกล่าว และรวมถึงรุ่นที่ผลิตของสินค้าสำเร็จรูป ที่มีอยู่ทั้งหมด ที่ซึ่งมีวัตถุดิบที่ปนเปื้อนดังกล่าวอยู่ ทำให้ต้องมีการทำลายเกิดความสูญเสียปริมาณมาก ด้วยเหตุผลนี้จึงต้องทำการศึกษาระบบการสอบกลับอย่างระมัดระวัง

 

ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ต้องมั่นใจว่าส่วนประกอบทั้งหมดของกระบวนการผลิตนั้น ได้ถูกพิจารณาและไม่ควรจะมีแค่ส่วนประกอบที่รวมอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารเท่านั้น แต่ต้องรวมทั้งบรรจุภัณฑ์ต่างๆ และส่วนประกอบอื่นๆ ระบบต้องดูความพอเพียงเพื่อมั่นใจว่าระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สามารถที่จะดำเนินการได้ตลอดทั้งขั้นตอนการผลิต รวมทั้งการชี้บ่ง สินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต สินค้ากึ่งสำเร็จรูป การนำกลับมาทำใหม่ และสินค้าที่มีการตีคืน หรือ อยู่ในสถานะ รอการตัดสินใจ หรือการดำเนินการใดๆ

           

ระบบต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) แบบ ขึ้นและลงหนึ่งขั้น (One Step Up and One Step Down) เช่น ชี้บ่งว่าวัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และในทางกลับกันเพื่อชี้บ่งส่วนประกอบของสินค้าสำเร็จรูป รายละเอียดเหล่านี้รวมทั้งรายละเอียดเชิงปริมาณ ซึ่งหมายถึงการเช็คจำนวนหรือมวลรวมคงเหลือ ท่านต้องทำการทดสอบ ตรวจสอบระบบการสอบกลับได้ หรือทดลองเรียกคืนเพื่อนับวัตถุดิบทั้งหมด เพื่อแสดงความสมดุลของจำนวนวัตถุดิบที่ใช้ไปเทียบกับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ได้ โดยรวมทั้งของเสียและงานซ่อม (Rework) ที่เกิดขึ้นไว้ด้วย

 

A + B + C              =            ขั้นตอนการผลิต                =          X, Y, Z
วัตถุดิบต่างๆ                   ปริมาณที่ได้/ของเสีย/ผลิตซ้ำ                ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

 

ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จะต้องสามารถดำเนินการเพื่อให้ได้ผลดังเช่น การคัดแยกรุ่นผลิตที่ไม่ปลอดภัยหรือการเรียกคืนจากคลังในระยะเวลาที่เหมาะสม ความเหมาะสมของช่วงเวลานั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เทียบกับอายุของสินค้า ความซับซ้อนของกระบวนการผลิต โซ่อุปทาน(Supply Chain) และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค ระบบการตรวจสอบย้อนกลับจะต้องเตรียมไว้เพื่อง่ายต่อการสอบกลับข้อมูลต่างๆ ให้กับผู้บริโภค และสามารถดำเนินการรับรองความใช้ได้ของการร้องเรียนใดๆ

           

ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ต้องสามารถยืนยันได้ว่า มีการตรวจสอบทุกขั้นตอนตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น การทวนสอบความพร้อมของเครื่องตรวจจับโลหะ (Metal detector) ว่าได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ในแต่ละ Batch ของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปหรือไม่

 

ตัวอย่าง รายละเอียดที่ต้องมีไว้สำหรับการสอบกลับ

  • เอกสารที่เป็นรายละเอียดของผู้ขายและลูกค้าต่างๆ ที่ประกอบไปด้วย ชื่อและที่อยู่
  • ลักษณะปกติของผลิตภัณฑ์และวันที่ส่งมอบ
  • ปริมาตรหรือปริมาณของสินค้า
  • หมายเลขรุ่นผลิต หรืออย่างอื่นที่เหมาะสม
  • ใช้เมื่อ /วันที่หมดอายุ
  • เอกสารอธิบายรายละเอียดวัตถุดิบ หรือกระบวนการที่กำหนดเฉพาะ เช่น แหล่งที่มาของผักผลไม้ เนื้อ และน้ำผึ้ง เป็นต้น

 ทำไมต้องทดสอบระบบการตรวจสอบย้อนกลับ 

การทดสอบระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยืนยันว่า ระบบสามารถทำงานได้ เพื่อ

  • พิสูจน์ว่าระบบยังคงใช้ได้หรือไม่ได้
  • แสดงถึงจุดอ่อนของระบบ ที่จะทำให้บริษัทอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการฟ้องร้อง เพื่อทำให้มีประเด็นในการปรับปรุงระบบก่อนที่จะเผชิญกับเรื่องดังกล่าว
  • พิสูจน์ว่าสามารถรวบรวมข้อมูลที่ต้องการ ได้รวดเร็วมากน้อยเพียงไร รวมทั้งการดำเนินการแก้ไข
  • มั่นใจได้ว่าการตรวจสอบย้อนกลับสามารถทำได้ตลอดทั้งโซ่อุปทาน (Supply Chain) เช่น จากวัตถุดิบเฉพาะจนกระทั่งถึงลูกค้าที่อยู่ในโซ่อุปทาน (Supply Chain) หรือจากที่ได้จัดส่งถึงสถานที่ลูกค้า เพื่อสอบกลับไปหาผู้จำหน่ายวัตถุดิบดังกล่าว
  • เพื่อเป็นการอบรมและฝึกบุคลากร เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีความชัดเจนในกฎระเบียบและความรับผิดชอบต่างๆ  เพื่อให้สามารถตอบโต้หรือจัดการในเหตุการณ์จริงเมื่อเกิดการเพิกถอน

 การดำเนินการทดสอบการตรวจสอบย้อนกลับ ควรดำเนินการอย่างไร 

ต้องกำหนดความถี่ของการทดสอบ และรายการที่จะทดสอบระบบการสอบกลับได้ ซึ่งอาจจะแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ กำหนดความถี่ในการทดสอบเป็นรายสัปดาห์ หรือทดสอบระบบทั้งหมดด้วยความถี่ที่น้อยลง และอาจรวมการทำ Mock recall ไปด้วยกัน ไม่ว่าอย่างไร ต้องมั่นใจว่าระบบการตรวจสอบย้อนกลับนั้น ได้รับการทดสอบครบถ้วนไม่น้อยกว่าทุกๆ รอบ 12 เดือน พร้อมเก็บบันทึกการทดสอบแต่ละครั้ง

           

ในการดำเนินการทดสอบระบบสอบกลับนี้ ให้เลือกรุ่นผลิตเฉพาะของผลิตภัณฑ์ อาจเป็นการสุ่มเลือกทางกายภาพจากสถานที่จัดเก็บของลูกค้า หรือจากคลังกระจายสินค้าของตนเอง โดยทำการเลือกผลิตภัณฑ์จากบันทึกการผลิต ติดตามกระบวนการผลิตแบบตรวจสอบย้อนกลับไปหนึ่งขั้น (One Step Down) เช่น เริ่มจากสินค้าที่ได้มีการจัดส่งไปที่คลังสินค้าของลูกค้าแล้ว ย้อนกลับไปจนกระทั่งรายการของวัตถุดิบต่างๆ รวบรวมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ ส่วนการดำเนินการแบบตรวจสอบกลับขึ้นไปหนึ่งขั้น (One Step Up) จะเลือกแบบสุ่มที่วัตถุดิบและการนำไปใช้ของรายการวัตถุดิบจากผู้ขายไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

 

การดำเนินการหลังจากทดสอบระบบการตรวจสอบย้อนกลับ คือการประชุมทบทวนฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์ว่าระบบยังสามารถทำงานได้หรือจุดใดที่ล้มเหลว ผลลัพธ์ที่ได้จากการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) นั้น จะถูกส่งไปถึงบุคคลที่รับผิดชอบต่อกิจกรรมนั้นๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแล การดำเนินการแก้ไขและกรอบระยะเวลาที่จะนำไปปฏิบัติต้องถูกกำหนดขึ้น และต้องทำให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินการแก้ไขนั้น ได้มีการติดตามและยืนยันการแก้ไขดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม

 

เอกสารอ้างอิง: The GS1 Traceability Standard