Switch to: uk
27 March 2017 23:08PM

“ท่าเรือน้ำลึกทวาย” ไทยจะได้อะไร?

11 Apr 11 ,  เรวดี แก้วมณี สำนักนโยบายอุตสาหกรรมมหภาค (สม.)
  • 0

กล่าวกันว่า หากโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย (Dawei Deep Sea Port & Industrial Estate Project) อภิมหาโปรเจกต์ความร่วมมือระหว่างไทยกับพม่าแล้วเสร็จ จะเป็นประตูเศรษฐกิจ (Gate Way) แห่งใหม่ของโลกตะวันตกและตะวันออก และที่สำคัญท่าเรือน้ำลึกทวายจะเสริมศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นโลจิสติกส์ฮับในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้ง เป็นช่องทางขยายโอกาสและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างสองประเทศ และจะก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญในภูมิภาคนี้

624_th1_01

 

มองภาพในปัจจุบัน

โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายเป็นโครงการร่วมมือระหว่างไทยกับพม่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนพัฒนาเส้นทางการเดินทาง และคมนาคมขนส่งเพื่อประโยชน์ในการขนส่งสินค้า มีวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 4 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้และในทศวรรษนี้ก็ว่าได้ พื้นที่โครงการตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสหภาพพม่า ห่างจากเมืองทวาย ประมาณ 30 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 แสนไร่ หรือ 250 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก 2 ท่า ส่วนที่เป็นนิคมอุตสาหกรรม ส่วนที่พักอาศัย ส่วนราชการ และส่วนอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งมีพื้นที่ริมทะเลเป็นแนวหาดทรายมีความยาวมากกว่า 12 กิโลเมตร โครงการท่าเรือน้ำลึกฯ เริ่มขึ้นในปี 2553 โดยบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ได้ก่อสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย จากบ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เชื่อมโยงถึงท่าเรือน้ำลึกทวาย ระยะทาง 160 กิโลเมตร โดยด่านพุน้ำร้อนมีระยะทางห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 71 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 129 กิโลเมตร ดังนั้น ระยะทางจากทวายถึงกรุงเทพฯ จึงมีระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์เพียง 4 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบัน ITD ที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น (MOU) กับรัฐบาลพม่า เพื่อให้ได้เข้าไปศึกษาสำรวจรูปแบบและศักยภาพของโครงการท่าเรือน้ำลึกฯ เมื่อปี 2551 เพื่อนำไปสู่การจัดกรอบการลงนามร่วมกัน (Framework Agreement) และหากมีการลงนามร่วมกันใน Framework Agreement แล้ว (ตามกำหนดการคือ ปลายปี 2553) ITD จะเข้าพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างสาธารณูปโภคโครงการนี้เพียงรายเดียวเท่านั้น หากวันนั้นมาถึงจริงคงถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ของนักลงทุนไทยที่สามารถทำให้รัฐบาลพม่าเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจให้สามารถคว้าโครงการลงทุนที่มีมูลค่าโครงการสูงถึง 4 แสนล้านบาทมาไว้ในมือ (อาจจะเร็วกว่ากลุ่มนักลงทุนแดนมังกรหรือจีน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่จับจ้องโครงการนี้อยู่เช่นกัน)

 

โดยเฟสแรกจะเป็นการสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี - ทวาย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 3 ปี คือ ปี 2555 ภายใต้งบประมาณมูลค่า 2 พันล้านบาท โดยในระหว่างนั้นก็จะเริ่มดำเนินการเฟสที่สองคือ การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และเฟสที่สามคือ การสร้างเขตนิคมอุตสาหกรรม สำหรับนิคมอุตสาหกรรมมีพื้นที่ราว 2 แสนไร่ แบ่งพื้นที่เป็นโซนต่าง ๆ คือ โซน A Port & Heavy Industry โซน B - Oil & Gas Industry โซน C1 - Up Stream Petrochemical Complex โซน C2 - Down Stream Petrochemical โซน D - Medium Industry และโซน E - Light Industry

 

นอกจากนี้ การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฯ ยังอยู่ในโครงการเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) ตามกรอบความร่วมมือยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridor) ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมในพื้นที่ที่มีศักยภาพตามเส้นทางพัฒนา 3 แนวทาง คือ ทั้งระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC ระหว่างเมืองดานัง เวียดนาม – เมืองเมาะละแหม่ง พม่า) และระเบียงเศรษฐกิจแนวใต้ (Southern Economic Corridor: SEC ระหว่างนครโฮจิมินห์ เวียดนาม - เมืองทวาย พม่า) รวมทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC ระหว่างนครคุนหมิง จีนตอนใต้ - กรุงเทพฯ)

 

....ไทยจะได้อะไร?

หากโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนคือ ท่าเรือน้ำลึกทวายจะเสริมศักยภาพของการเป็นโลจิสติกส์ฮับของประเทศไทย เมื่อพิจารณาด้านศักยภาพความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ กล่าวได้ว่า ท่าเรือน้ำลึกทวายจะเป็น New Land Bridge ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการกระจายสินค้าในระดับโลก สามารถเชื่อมโยงตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ มาทางมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน ซึ่งแต่เดิมสินค้าที่ส่งไปยุโรป แอฟริกา หรือตะวันออกกลางจะต้องผ่านทางช่องแคบมะละกาทำให้ใช้ระยะเวลาในการขนส่งนานถึง 16 - 18 วัน หากท่าเรือน้ำลึกทวายแล้วเสร็จจะช่วยร่นระยะเวลาการขนส่งในปัจจุบัน ซึ่งหากขนส่งจากทะเลจีนใต้มายังทะเลอันดามัน หรือจากเวียดนามมายังพม่าจะใช้เวลาเพียง 6 วัน ทำให้ช่วยลดระยะทางการขนถ่ายสินค้า และลดค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าได้มากขึ้น

 

สำหรับประเทศไทยท่าเรือน้ำลึกทวายจะเป็นประตูเศรษฐกิจบานใหม่ที่จะเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวายกับท่าเรือแหลมฉบังตามยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านของรัฐบาล ดังนั้น สินค้าต่าง ๆ ที่ไม่ว่าจะมาจากยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ย่อมจะผ่านท่าเรือน้ำลึกทวายออกสู่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยใช้ระยะเวลาเพียง 1 วัน เท่านั้น และสามารถส่งผ่านไปยังประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบแปซิฟิค ในส่วนของความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่ท่าเรือน้ำลึกทวายเชื่อมโยงกับประเทศไทยที่ด่านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งสถานภาพเป็นด่านชายแดนชั่วคราว ยังไม่มีการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยทางจังหวัดได้กำหนดให้เป็นจุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อให้บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ได้ทำการผ่านเข้าออกในการก่อสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย จากบ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เชื่อมโยงถึงท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งด่านพุน้ำร้อนได้รับการสนับสนุนจากนโยบายรัฐบาล และจังหวัดกาญจนบุรีได้กำหนดเป็นวิสัยทัศน์ของจังหวัดในด้านการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและการเชื่อมโยงด้านการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

แม้ว่าในปัจจุบันด่านพุน้ำร้อนจะเป็นเพียงจุดผ่านแดนชั่วคราว ยังไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และไม่มีสถานประกอบการด้านอุสาหกรรมภายในพื้นที่ก็ตาม ถ้ามองในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบัน ปี 2553 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคระยะที่ 3 : แผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมชายแดนในพื้นที่จังหวัดกาญนบุรี ขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยส่วนหนึ่งของผลการศึกษา พบว่า หากมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น ด่านพุน้ำร้อนจะมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (Industry Export Processing Zone: IEPZ) เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประกอบกับศักยภาพของพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่สามารถเชื่อมโยงทางฝั่งตะวันตก (ท่าเรือน้ำลึกทวาย สหภาพพม่า) และสามารถเชื่อมโยงฝั่งตะวันออก (ท่าเรือวังเตา ประเทศเวียดนาม) ได้ จึงสามารถพัฒนาโดยจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Inland Container Depot: ICD) เพื่อทำการรวบรวม และกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ อันจะสามารถเชื่อมโยงตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ มาทางมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน และสามารถส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมห้องเย็น เพื่อรองรับวัตถุดิบที่จะมีในอนาคตเพื่อการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) เป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่มีความหลากหลายก่อนกระจายไปยังผู้บริโภคปลายทางต่อไป โดยการศึกษาในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออันดีจากจังหวัดกาญจนบุรี หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งผลการศึกษาดังกล่าวยังสอดรับกับนโยบายการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีที่กำลังตื่นตัวและเร่งผลักดันอย่างจริงจังเพื่อให้เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเกิดขึ้น

 

ไม่เพียงแต่ประโยชน์ด้านโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ประเทศไทยยังจะได้ประโยชน์ในด้านแรงงานซึ่งมีปริมาณมาก อุปทานแรงงานก็มีอยู่จำนวนมาก และมีค่าจ้างแรงงานถูก การใช้แรงงานพม่าจะทำให้ทำให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตลง อุตสาหกรรมการผลิตที่จะได้ประโยชน์เชิงเปรียบเทียบจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ อุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร ที่เป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ขั้นต้นที่ใช้ขบวนการการผลิตไม่ซับซ้อน เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมอัญมณี ในส่วนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมหนักก็เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะได้ประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากมีพื้นที่ของโครงการท่าเรือน้ำลึกฯ ที่รองรับอุตสาหกรรมหนักอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาทราบว่า มีนักลงทุนจากญี่ปุ่น และอินเดีย ต่างให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการโรงถลุงเหล็ก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจะได้ประโยชน์ด้านการเชื่อมโยงวัตถุดิบจากสหภาพพม่า ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อาทิอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ที่นำเข้าสัตว์น้ำจากสหภาพพม่ามากที่สุดสองพื้นที่ คือ ด่านชายแดนด้านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และด่านชายแดนด้านจังหวัดระนอง-เกาะสอง สินค้าประมงที่สำคัญ คือ ปลาเบญจพรรณ ปูทะเล และสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ในอนาคตหากมีการก่อสร้างเส้นทางทวาย-พุน้ำร้อน แล้วเสร็จ ก็จะสามารถเชื่อมโยงเส้นทางหลวงหมายเลข 8 ของสหภาพพม่า ซึ่งจะสามารถใช้เป็นเส้นทางเชื่อมโยงวัตถุดิบการนำเข้าสัตว์น้ำ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเลได้ ในส่วนของผลประโยชน์ ด้านอื่นที่ประเทศไทยจะได้รับ คือ ในอนาคตหากมีการพัฒนาด่านบริเวณบ้านพุน้ำร้อนจากจุดผ่านแดนชั่วคราวไปสู่ด่านผ่อนปรนทางการค้าและเมื่อมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดน จะก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในเรื่องของการท่องเที่ยว ที่ปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนโครงการใหญ่ๆ สำหรับรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งในอนาคตจะมีการโปรโมตให้เป็นเมืองคู่แฝดทางด้านการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดกาญจนบุรี-เมืองทวาย เนื่องจากเมืองทวายของพม่าเป็นเมืองชายแดนที่มีทะเลและหาดทรายที่ยังคงความสวยงามตามธรรมชาติเป็นจุดขายที่สำคัญ

 

โอกาสดีที่ต้องรอการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายยังอยู่ในช่วงระยะเริ่มต้นของการพัฒนาเท่านั้น ยังต้องอาศัยระยะเวลานานพอสมควรซึ่งคงไม่ต่ำกว่า 10 ปี โครงการท่าเรือน้ำลึกฯ จึงจะแล้วเสร็จสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีอุปสรรคบางประการที่เป็นความเสี่ยงภายในจากปัญหาการเมืองและชนกลุ่มน้อยของพม่าที่เรื้อรังยืดเยื้อมาตั้งแต่ในอดีต และนโยบายของรัฐบาลพม่าที่ยังไม่มีความชัดเจนและแน่นอน ดังนั้น โครงการนี้จะสำเร็จได้หรือไม่คงต้องตามลุ้นกันต่อไป รวมทั้ง โอกาสต่าง ๆ ที่ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ก็คงต้องรอคอยเวลาและรอการพิสูจน์เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นประเทศไทยก็ควรต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการพัฒนาเชิงพื้นที่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และในระยะยาวควรมีการวางนโยบาย แนวทาง ตลอดจนมาตรการรองรับในด้านแรงงานต่างด้าว ซึ่งแน่นอนว่าหากโครงการท่าเรือน้ำลึกฯ เกิดขึ้นจะมีการเชื่อมโยงการใช้แรงงานจากฝั่งพม่ามากขึ้น อันอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สำหรับปัจจุบันสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ที่ประเทศไทยควรทำคือ การพัฒนาด้านความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า เพื่อให้ท่าเรือน้ำลึกทวายที่กำลังจะเกิดขึ้นดังกล่าวเป็นสะพานเชื่อมโอกาส และนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างสองประเทศในอนาคต

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1. ข้อมูลจากการเดินทางสำรวจศักยภาพเชื่อมโยงชายแดนไทย-พม่า ระหว่างวันที่ 23 – 25 สิงหาคม 2553 ณ เมืองทวาย สหภาพพม่า

2. รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ (Final Report) โครงการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคระยะที่ 3 : แผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมชายแดน, กันยายน 2553

3. ข้อมูลจาก Website จังหวัดกาญจนบุรี (http://www.kanchanaburi.go.th)

4. ข้อมูลจาก Website หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (http://www.bangkokbiznews.com)

    5. ข้อมูลจาก Website (http://www.logisticsdigest.com