Switch to: uk
27 March 2017 22:59PM

น้ำมันในเรือที่เรียกว่า BILGE, SLUDGE, และ FUEL OIL

24 Mar 11 ,  เรือฝึกนักเรียน วิสูตรสาคร
  • 0

น้ำมันตามปั๊มทั้งเบนซิน (GASOLINE) และดีเซลหมุนเร็ว (HIGH SPEED DIESEL) ที่เราใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเติมรถยนต์อยู่นี้ ต่างกับน้ำมันเชื้อเพลิง (FUEL OIL (F.O.)) ที่ใช้ในเรือเดินสมุทรอย่างสิ้นเชิง ในเรือเดินสมุทร ไม่ใช้น้ำมันเบนซินเลย หากจะใช้บ้างก็ในเรือรบ

ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่สีเหลืองๆ ที่เราเติมรถปิกอัพกันอยู่นี้ ก็มีใช้ในเรือเดินสมุทรน้อยมากและหากใช้ก็ไม่ใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเรือ ชาวเรือเรียกเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเรือว่า เครื่องจักรใหญ่ (หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า MAIN PROPULSION ENGINE) หากแต่ใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพื่อเป็นเชื้อเพลิงของเครื่องจักรช่วยบนเรือ เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน เป็นต้น ซึ่งจำนวนที่ใช้บนเรือก็ไม่มากมายอะไร เพราะชื่อเครื่องยนต์ก็บอกอยู่แล้วว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน คือใช้กรณีฉุกเฉินนานๆ ใช้ที ไม่ได้ใช้ประจำ โดยมากไม่ได้ใช้จริงหรอกครับ ใช้ในการทดลองติดเครื่องไฟฟ้าฉุกเฉินตามข้อกำหนดของ ISM CODE มากกว่า ซึ่งทุกคนบนเรือไม่อยากให้เกิดกรณีฉุกเฉินอยู่แล้ว เพราะหากเกิดขึ้นมาหมายความว่าอย่างน้อยก็เหนื่อย อย่างมากก็ตาย

 

 education_001

 

ทีนี้ถ้าไม่ใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วแบบที่เติมรถปิคอัพ หรือรถยนต์บรรทุกแล้ว เขาใช้น้ำมันอะไรเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงกันล่ะ ก่อนอื่นท่านต้องนึกภาพของเรือเดินสมุทรลำใหญ่ๆ ก่อน เรือเดินสมุทรที่เดินทำการค้าระหว่างประเทศนั้นลำใหญ่ๆ ทั้งนั้นแหละครับ ขนาดเบาะๆ เล็กๆ ก็ 3,000 ตันกรอส ขึ้นไป ถึงเป็นหมื่นเป็นแสนตันกรอส (หน่วยตันกรอสนี้ไม่ใช่น้ำหนักของเรือนะครับ เป็นหน่วยเชิงปริมาตร ใช้ในการบอกขนาดเรือ) ถ้านึกไม่ออก ก็นึกถึงตึกใหญ่ๆ แล้วกัน เรือเดินสมุทรนี่ใหญ่กว่ารถบรรทุกสิบล้อหลายร้อยเท่าครับ

 

ฉะนั้นเมื่อเรือใหญ่ เครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนเรือก็ต้องใหญ่ไปด้วย และแน่นอนที่สุดต้องเป็นเครื่องชนิดดีเซลไม่ใช่เครื่องยนต์เบนซิน เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลมีความทนทานสูงกว่า ใช้น้ำมันได้หลายประเภทและราคาถูกกว่า ที่นี้เมื่อเครื่องยนต์ใหญ่ ก็เป็นธรรมดาที่ต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากตามไปด้วย การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากนี่เอง ทำให้เขาคิดว่าทำอย่างไร จะใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทางให้ถูกที่สุด เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าทางทะเล ให้มีค่าขนส่งต่อหน่วยถูกที่สุด ถูกกว่าทางอากาศและถูกกว่าทางบก เรือใหญ่ขนได้มากอยู่แล้ว ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงถ้าถูกเท่าไหร่ ยิ่งลดต้นทุนได้มากขึ้น น้ำมันเชื้อเพลิงที่ถูกที่สุดคือน้ำมันเตา

 

เมื่อเขานำน้ำมันดิบมากลั่นลำดับส่วนในหอกลั่นน้ำมัน น้ำมันส่วนแรกที่ได้และมีจำนวนน้อยคือ น้ำมันเบนซิน รองลงมาก็น้ำมันก๊าด และน้ำมันเติมเครื่องบิน พวก JB4 แล้วก็น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ต่อจากนั้นก็เป็นน้ำมันเตา แล้วเหลือกากสุดท้ายคือ ยางมะตอย จะเห็นว่าน้ำมันเตาที่ได้จากการกลั่นน้ำมันนี้ มีเกรดต่ำสุด ชนะยางมะตอยที่เอาไปราดถนนเท่านั้น ลักษณะของน้ำมันเตาก็คล้ายกับยางมะตอยแหละครับ สีดำ มีความหนืดสูง ส่วนจะมีความหนืดกี่เซนติสโตรค ผมจะไม่บอกหรอกครับ เดี๋ยวจะเป็นตำราไปซะ ไม่ใช่เรื่องเล่าเพื่อปูพื้นความรู้ นอกจากหนืดมากแล้วยังเหนียวหนับอย่างกับตังเม เปรอะเสื้อผ้า แล้วก็ซักไม่ค่อยออก แน่นอน เมื่อเกรดต่ำ ราคาก็ย่อมต่ำตามไปด้วย  และที่สำคัญน้ำมันเตา 1 ลิตร ให้พลังงานความร้อนมากกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 1 ลิตร (เหมือนเดิม ท่านไม่ต้องรู้หรอกครับว่าน้ำมันเตาให้ความร้อนกี่ BTU ต่อลิตร เพราะตอนนี้ผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน หากจะเอาตัวเลขแน่นอนต้องเปิดตำรา) นั่นย่อมหมายความว่า นอกจากราคาน้ำมันเตาจะถูกกว่าน้ำมันดีเซลแล้ว จำนวนน้ำมันลิตรต่อลิตร น้ำมันเตายังให้พลังงานในการขับเคลื่อนสูงกว่าน้ำมันดีเซล ทำให้ปริมาณน้ำมันเท่ากัน หากใช้น้ำมันเตาเรือจะแล่นไปได้ไกลกว่าด้วย

 

 จากข้อดีของน้ำมันเตาตรงนี้แหละครับ เขาเลยเอาไปใช้ในเรือเดินสมุทร โดยพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลให้ใช้น้ำมันเกรดต่ำได้ แต่เครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้น้ำมันเกรดนี้มีข้อเสียคือ น้ำหนักต่อแรงม้าสูงมาก หมายถึงหากต้องการแรงม้าเท่ากัน เช่น 10,000 แรงม้า เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเตาจะมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลมาก ต่างกับเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว พวกรถปิกอัพ พวกนี้น้ำหนักต่อแรงม้าจะต่ำคือ เครื่องยนต์จะมีขนาดเล็ก การที่เครื่องยนต์มีขนาดใหญ่ รวมทั้งคุณภาพน้ำมันที่ใช้ก็ต่ำ มีสิ่งปลอมปนในน้ำมันมาก จึงต้องมีเครื่องจักรมาช่วยในการส่งน้ำมันเตาเข้าหัวฉีดของเครื่องยนต์ เช่น เครื่องอุ่นน้ำมัน เพราะในอุณหภูมิปกติ น้ำมันเตา (FUEL OIL) นี้หนืดมาก ไม่ค่อยอยากไหล ปั๊มส่งไปหัวฉีดก็ไม่อยากจะไป จึงต้องอุ่นเสียก่อน เพื่อให้ร้อนขึ้น จะได้ไหลง่ายๆ และจากการที่เป็นน้ำมันเกรดต่ำมีสิ่งปลอมปนมาก เขาก็ต้องทำให้สะอาดเสียก่อน โดยผ่านเครื่องทำความสะอาดน้ำมัน ที่เรียกว่าเครื่อง PURIFIER แยกสิ่งปลอมปนออกมา ส่วนในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ใช้ในรถยนต์ไม่ต้องอุ่นและไม่ต้องแยกสิ่งปลอมปนโดยเครื่อง PURIFIER หากแยกเศษผงเล็กๆ ด้วยกรองน้ำมันเชื้อเพลิงครับ สิ่งปลอมปนที่แยกออกมาจากน้ำมันเตานี้ เรียกว่า SLUDGE ครับ แยกออกมาแล้วก็เอาไปเก็บใส่ถังไว้ต่างหาก มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านได้รู้ความหมายของคำที่ใช้เรียกน้ำมันในเรือไปแล้วสองคำนะครับ คือ FUEL OIL และ SLUDGE ยังเหลืออีกคำตามที่จั่วหัวเรื่องเอาไว้คือ คำว่า BILGE ผมจะเล่าต่อ

 

อันว่าเรือเดินสมุทรหรืออะไรก็แล้วแต่ตามปกติล้วนลอยอยู่ในน้ำทั้งสิ้น เมื่ออยู่ในน้ำก็ต้องมีน้ำรั่วซึมเข้าไปในเรือบ้างเป็นธรรมดา แล้วอย่างที่ผมเรียนให้ทราบเบื้องต้นแล้วว่าเครื่องยนต์ในเรือมีขนาดใหญ่มาก ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นก็มีขนาดใหญ่ ใช้ไปนานๆ ก็ต้องมีการรั่วซึมบ้าง น้ำมันเตาที่ใช้กับเครื่องก็มีโอกาสรั่วซึมจากเครื่องยนต์เหมือนกัน รั่วแล้วไปไหน รั่วแล้วก็ไปปนกับน้ำท้องเรือซิครับ น้ำท้องเรือที่มีน้ำมันเตามาปนนี้แหละครับ เราเรียกว่า BILGE WATER  การสูบน้ำท้องเรือ ที่เรียกว่า BILGE WATER ออกไปทิ้งข้างนอกเรือนี้ ก็ต้องกำจัดน้ำมันที่ปนอยู่ออกเสียก่อน โดยสูบน้ำท้องเรือผ่านเครื่องแยกน้ำกับน้ำมัน เราเรียกเครื่องแยกน้ำกับน้ำมันว่า เครื่อง OILY WATER SEPARATOR น้ำมันที่แยกออกมาก็จะไปรวมกับสิ่งปลอมปนต่างๆ ที่แยกมาจากเครื่อง PURIFIER ในถัง SLUDGE ตัว FUEL OIL ก็ดี SLUDGE ก็ดี BILGE WATER ก็ดี มีหน้าตาคล้ายกันหมด คือเป็นสีดำเหมือนๆ กัน คนไม่คุ้นเคยมักจะแยกไม่ออกว่าตัวไหนคืออะไร การที่แยกไม่ค่อยออกนี้แหละครับ บางครั้งก็ก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายตามมา ผมจะเล่าให้ฟังต่อ

 

ตามปกติ เมื่อเรือเก็บ SLUDGE ไว้มากๆ เกือบเต็มถังก็ต้องสูบส่งขึ้นไปกำจัดบนบก บางประเทศที่ให้สัตยาบันและบังคับใช้อนุสัญญา MARPOL 73/78 แล้ว อาจบังคับให้เรือสินค้าที่เข้ามาในประเทศของตน หากมี SLUDGE เกินกว่า 40% ของถัง ต้องสูบออกส่งขึ้นบกทันที แล้วเก็บเงินค่าสูบออกจากเรือเสียด้วย ส่วนประเทศเรา ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา MARPOL 73/78 เราเลยไม่รู้จะเอาอะไรไปบังคับชาวบ้านเขา ถึงได้มีข่าวบ่อยๆ ว่าเรือสินค้าต่างชาติมาทิ้งสารเคมีในบ้านเราบ้าง ส่วนเรื่องแอบสูบน้ำมันเสีย หรือ SLUDGE หรือแอบสูบน้ำท้องเรือ BILGE WATER โดยไม่ผ่านเครื่อง OILY WATER SEPARATOR ทิ้งออกนอกเรือโดยตรง ก็มีเป็นประจำ วันดีคืนร้าย พอเช้าตื่นขึ้นมา แถวปากน้ำเจ้าพระยา หรือแถวเกาะสีชัง จะเห็นคราบน้ำมันลอยเต็มไปหมด เวลาคราบน้ำปนน้ำมันต้องแสงอาทิตย์ ก็เกิดประกายรุ้งระยิบระยับสวยดี แต่สิ่งแวดล้อมเอย แพลงตอนเอย เคยเอย (เคยที่เอาไปทำกะปิ แถวคลองโคนมีชื่อเสียงมาก) ปลาเล็กปลาน้อยเอย ตายยับเยิน ลอยเป็นแพ กลายเป็นฆาตกรรมหมู่ไป (ผมรู้เพราะว่า ผมเคยช้อนปลากระบอกที่เมาน้ำมันลอยเต็มไปหมดแถวปากน้ำ มาทอดกิน แต่กินไม่ได้ เพราะเหม็นน้ำมันมาก)

 

 บางครั้งบนเรือบางลำ กัปตันเรือมีจริยธรรมหน่อยไม่ยอมสูบน้ำมันเสียทิ้งน้ำ ก็สูบ SLUDGE หรือสูบ BILGE WATER ลงเรือเล็กเอาไปส่งขึ้นกำจัดบนบก อย่างที่ผมเล่าให้ฟังแหละครับ FUEL OIL ก็ดี SLUDGE ก็ดี BILGE WATER ก็ดี หน้าตาคล้ายกันหมด พอสูบลงเรือเล็ก เจ้าหน้าที่ของรัฐบางท่านอาจไม่คุ้นเคยกับน้ำมันในเรือพวกนี้  ไม่เคยเห็นน้ำมันประเภทต่างๆ ที่ใช้ในเรือ เลยแยกไม่ออกว่าอันไหนน้ำมันเสีย เมื่อแยกไม่ออกก็เหมาเอาไว้ก่อนว่าเป็นน้ำมันดี สูบน้ำมันดี ลงมาจากเรือสินค้าส่งให้เรือเล็ก มีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ครับ เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้บนเรือไม่เสียภาษี มาส่งลงเรือเล็กก็ต้องเสียภาษีก่อน ฉะนั้นต้องจับ เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา แต่ก็มีเยอะนะครับ เรือใหญ่แจ้งว่าสูบน้ำมันเสียลงเรือเล็ก แต่ที่จริงสูบน้ำมันดีลงมา เอาไปส่งขายให้โรงงานอุตสาหกรรมซึ่งใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงเหมือนกัน การลักเอาน้ำมันเตาจากเรือทั้งจากเรือใหญ่ไปขาย หรือที่ขนส่งน้ำมันที่เรียกว่า เรือ BUNKER ไปส่งให้เรือใหญ่ใช้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร แต่ไม่ส่งให้จริง หรือส่งให้ไม่หมดเอาส่วนที่เหลือไปขายให้โรงงานอุตสาหกรรมบนบกแทน น้ำมันเตาพวกนี้จะมีภาษาเรียกเปลี่ยนไป ไม่เรียกแล้วครับ น้ำมันเตาหรือ FUEL OIL ชาวเรือโดยเฉพาะที่ทำการทุจริตเชี่ยวชาญในการลักน้ำมันขาย จะเรียกน้ำมันเตาพวกนี้ว่า