Switch to: uk
27 March 2017 22:57PM

ปัญหาภาษีอากรสำหรับการประกอบกิจการขนส่ง ขนถ่ายสินค้า

10 Aug 12 ,  กรุงเทพธุรกิจ / สุเทพ พงษ์พิทักษ์
  • 0

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการขนส่ง และขนถ่ายสินค้าและอุปกรณ์

ขอนำประเด็นปัญหาภาษีอากรสำหรับการประกอบกิจการขนส่งมาปุจฉา - วิสัชนา ดังนี้

ปุจฉา บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกิจการรับจ้างขนส่งและขนถ่าย เครื่องกล เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ทุกประเภท ภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยใช้รถเทรลเลอร์และรถเครน รวมทั้งการขนส่งโดยใช้เรือ รับจ้างขนส่งสิ่งของ โดยรับขนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในประเทศตามที่ผู้ว่าจ้าง ได้ตกลงตามสัญญาจ้าง หรือรับจ้างขน ย้าย ลาก ยกส่งของขึ้นจากเรือไปลงรถยนต์ หรือขนย้ายจากรถยนต์ไปลงเรือ ตามที่ผู้ว่าจ้างได้ตกลงตามสัญญาจ้าง หรือการรับจ้างดังกล่าว บริษัทฯ เป็นผู้จัดหาเครื่องขนย้ายอุปกรณ์การขนส่งและพนักงาน กรณีดังกล่าว

1. การประกอบกิจการดังกล่าวถือเป็นกิจการขนส่งหรือไม่ ถ้าเป็นการขนส่ง เมื่อบริษัทฯ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว บริษัทฯ ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง และบริษัทฯ จะต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย หรือไม่

2. กรณี บริษัทฯ ได้ขอยืมอุปกรณ์จากบริษัทในประเทศสิงคโปร์ เช่น รถเครนหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยบริษัทฯ ได้ตกลงจ่ายผลตอบแทนการใช้อุปกรณ์ เป็นค่าเช่าให้กับบริษัทในประเทศสิงคโปร์ การจ่ายค่าเช่าอุปกรณ์ดังกล่าวต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และอยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือไม่ ในอัตราเท่าไร

วิสัชนา กรณีบริษัทฯ รับจ้างขนส่งสินค้าหรือสิ่งของโดยรับขนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่ได้มีการให้ บริการอื่นใดอีกในการรับขนดังกล่าว ถือเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร

1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 สำหรับ การจ่ายเงินได้ตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท ตามข้อ 12/4 และข้อ 12/5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

เนื่องจากเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร บริษัทฯ จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ณ) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่มีสิทธิแจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/3 แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดี กรณีบริษัทฯ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่มีสิทธิเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลให้บริษัทฯ ไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการและไม่มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้ามาตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการและภาษีซื้อที่บริษัทฯ จ่ายไปเมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการ บริษัทฯ ไม่มีสิทธินำไปหักออกจากภาษีขาย ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร และมีผลให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ได้นำใบกำกับภาษี ที่ออกโดยบริษัทฯ ไปใช้ขอคืนภาษีหรือขอเครดิตภาษีต้องรับผิดทางแพ่ง ตามมาตรา 89 (4) และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร และรับผิดทางอาญาตามมาตรา 90/4 (3) และ (7) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากบริษัทฯ มิได้ประกอบกิจการประเภทอื่นนอกจากการประกอบกิจการขนส่ง ให้บริษัทฯ ไปติดต่อกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือ สำนักงานสรรพากรพื้นที่จังหวัดที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ เพื่อดำเนินการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไป

2. บริษัทฯ จ่ายเงินค่าเช่าอุปกรณ์ให้บริษัทซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (5) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แต่เนื่องจากเงินได้ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ หากผู้ให้เช่ามิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย และไม่มีสถานประกอบการถาวรอยู่ในประเทศไทย บริษัทผู้ให้เช่าในประเทศสิงคโปร์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามข้อ 5 และข้อ 7 วรรคแรก แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง สาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ประกอบกับมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าในต่างประเทศ บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

อย่างไรก็ดี เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าเช่าอุปกรณ์ให้แก่บริษัทต่างประเทศ เข้าลักษณะเป็น การให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นกรณีผู้ประกอบการได้ให้บริการในต่างประเทศ และมีการ ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษี มูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องเสีย โดยใช้แบบแสดงรายการ ภ.พ.36 (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/2244 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2550)