Switch to: uk
27 March 2017 22:56PM

เอกชนไม่รอรัฐแล้ว... ใครใคร่ย้ายโรงงานย้าย!

10 Aug 12 ,  กรุงเทพธุรกิจ
  • 0

น้ำท่วมหรือไม่ท่วมปีนี้ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือเอกชนไม่รอให้รัฐบาลทำอะไร เพื่อป้องกันปัญหาแล้ว

ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างสร้างแผนป้องกันตนเอง และเมื่อไม่มีการประสานส่วนกลาง, ก็จะกลายเป็น เรื่อง “ตัวใครตัวมัน” อย่างช่วยไม่ได้

เหมือนที่หาดใหญ่ เอกชนรวมกันลงขันเพื่อติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อ “ระวังภัย” จากการก่อเหตุร้ายหลังจากที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดนกระทบค่อนข้างหนักหน่วง

ตีความได้สองทาง คือหนึ่งเอกชนของไทยเราเข้มแข็งและมีความคิดเริ่มได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องการเป็นภาระของรัฐบาลและภาษีประชาชน จึงรวมตัวกันทำอะไรต่อมิอะไรเองแล้ว ไม่รอรัฐยื่นมือมาให้อีกต่อไป

หรือแปลความอีกอย่างก็คือเอกชนไม่มีความเชื่อในฝีมือของรัฐบาลอีกต่อไป จากนี้ก็จะทำอะไรเองเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะประสบการณ์สอนพวกเขาว่าการหวังพึ่งรัฐก็มีแต่จะผิดหวัง

ผมหวังว่าจะเป็นอย่างแรก เพราะการ “ขาดศรัทธา” และ “สิ้นหวัง” นั้นเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงกว่าการ “ริเริ่มด้วยตนเอง” ในสังคมที่นับวันจะถูกนโยบายประชานิยมกล่อมให้รอรัฐบาลเข้ามาทำอะไรให้โดยที่ไม่ต้องทำเอง

แต่น้ำท่วมใหญ่และการก่อเหตุทางใต้นั้นเป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม การสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ของรัฐบาลต่อประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง หากขาด “ศรัทธา” เสียแล้ว, อย่างอื่นๆ ในบ้านเมืองก็จะกลายเป็นเรื่อง “ไร้ขื่อไร้แป” อย่างน่าอันตรายยิ่ง

รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ บอกนักข่าวว่าจากการประชุมอนุกรรมการพิจารณาโครงการตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤติอุทกภัยครั้งที่ 4 เมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น มีการขอลงทุนพื้นที่ใหม่ 2 โครงการ คือ บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ลงทุน 5,772 ล้านบาท เดิมตั้งอยู่นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ย้ายไปอยู่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี และบริษัท เอคโค่ (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตรองเท้าและชิ้นส่วนจากเดนมาร์ก ลงทุน 331 ล้านบาท เดิมอยู่นิคมฯ สหรัตนนคร จ.พระนครศรีอยุธยาเหมือนกัน ย้ายไปอยู่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี

รัฐมนตรีอุตสาหกรรมบอกว่าการย้ายออกจากพื้นที่การลงทุนเดิม น่าจะมาจากความไม่มั่นใจในมาตรการป้องกันน้ำท่วมของพื้นที่เดิม โดยเฉพาะเอคโค่ย้ายการลงทุนไปพื้นที่ใหม่เกือบทั้งหมด

ภาพอย่างนี้คือปัญหาที่ทางการต้องรีบแก้ไข จะปล่อยให้ “ใครใคร่ย้าย, ย้าย” หรือ “ใครใคร่อยู่, อยู่” เพราะทุกคนต้องเสี่ยงเอาเองหรือต้องตัดสินชะตากรรมด้วยตนเองเช่นนี้ย่อมเป็นปมประเด็นที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในภาพรวม

เรื่องอย่างนี้ไม่จำกัดเฉพาะในประเทศไทย เพราะทุกบริษัทต่างชาติมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองนอก และเมื่อข่าวเช่นนี้ออกไป ก็จะเท่ากับเป็นการตอกย้ำสิ่งที่เขากลัวอยู่เดิมแล้ว นั่นคือ “ประเทศไทยจะเอาอยู่” หรือเปล่า?

จากการสำรวจของทีมข่าวของเรานั้น การก่อกำแพงสูงรอบๆ เมืองและรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมกำลังเริ่มแล้วอย่างจริงจัง ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงจังหวัดรอบๆ กทม.ที่โดนน้ำท่วมหนักเมื่อปีที่แล้ว, โดยที่ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ประสานให้มีความเชื่อมโยงระหว่างกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความลักลั่นหรือความโกลาหล หากต่างฝ่ายต่างต้องการเพียงป้องกันตนเอง และไม่สนใจว่าน้ำที่ถูกสกัดกั้นออกไปนั้นจะไปกระทบเขตอื่นๆ หรือไม่อย่างไร

นี่คือการขาดเอกภาพและการบูรณาการที่เป็น “ภาษาทางการ” ที่ใช้มาตลอดในด้านนโยบาย แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ

มองจากทางอากาศ เราก็จะเห็นกำแพงป้องกันน้ำท่วมที่เลี้ยวลดไปมาจากภาคกลางลงมารอบๆ เมืองหลวงของประเทศ

ไม่มีใครบอกได้ว่าแนวกำแพงน้อยใหญ่เหล่านั้นจะไปจบลงตรงไหน และสุดท้ายจะมีหน้าตาและป้องกันน้ำท่วมได้อย่างไร

ใครหาทางออกให้ “น้องน้ำ” บ้าง?