โซ่อุปทานเห็นอะไรจากน้ำ

22 Dec 11 ,  สุวัฒน์ จรรยาพูน
  • 0

น้ำท่วมใหญ่คราวนี้ เราได้เห็นอะไรมากมายที่มากับสายน้ำ หากรู้จักเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้วนำมาวิเคราะห์ หาวิธีแก้ไขและพัฒนากระบวนการทำงาน

ก็จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี หลังจากที่ผมต้องลี้ภัยไปจัดตั้งศูนย์อพยพที่บ้านแม่ในกรุงเทพฯ ชั้นใน (เพิ่งทราบเหมือนกันว่ามีชั้นใน แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าเป็นสีอะไร) ก็ถูกบังคับ (กลายๆ) ให้ติดตามสถานการณ์น้ำแบบวันต่อวันเป็นเวลาร่วมสองเดือนมาแล้ว เพราะเปิดโทรทัศน์ ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ เปิดอีเมล คุยโทรศัพท์ ก็หนีไม่พ้นเรื่องน้ำ พอเสพข่าวมากๆ ก็เริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ดีบ้าง ร้ายบ้าง (ส่วนใหญ่น่าจะหนักไปทางร้าย เพราะคิดดีกับเขาไม่ค่อยเป็น) ก็อยากนำมาแบ่งปันประสบการณ์กันไปเพื่อการต่อยอดในอนาคตครับ

 

เรื่องแรก ทุกจังหวัดก็ก็เห็นอยู่เต็มตาว่าน้ำค่อยๆ มา มาแล้วเกิดปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งก็เป็นปัญหาซ้ำๆ กันทุกพื้นที่ที่น้ำผ่าน เรียกได้ว่าไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยด้วยซ้ำ น้ำก็ใช้กลยุทธ์เดียวในการบุก ไม่เคยเปลี่ยนกลยุทธ์ แม้ว่าจะได้ยินว่าตลบหลัง มุดขึ้นมาจากท่อ แต่มันก็เป็นกลยุทธ์เดียวอยู่ดี หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ใช้กลยุทธ์เดียวกันแบบเดิมๆ ที่เคยแพ้มาแล้วในทุกพื้นที่สู้กับน้ำมาตลอด แล้วก็พยายามออกข่าวว่า “เอาอยู่” โดยไม่คิดเผื่อไว้เลยว่าถ้าเอาไม่ไหวแล้วจะทำอย่างไรต่อ ยิ่งจังหวัดหลังๆ มีเวลาเตรียมตัวกันเป็นเดือน ก็ไม่มีใครคิดวิธีอื่นที่จะสู้กับน้ำ

 

ซุนวูเคยแนะนำกลยุทธ์ไว้มากมายและทิ้งท้ายด้วยว่า “หนีคือสุดยอดกลยุทธ์” การหนีไม่ผิดและไม่เสียฟอร์ม จึงคิดว่าทุกๆ ท้องที่น่าจะกำหนดพื้นที่หนีไว้ให้ชัดเจน ชี้แจงให้ประชาชนรับทราบว่าต้องไปที่ไหนและอย่างไร ให้เป็นขบวน ไม่ให้เสียมวย ไม่ใช่หนีแล้วหนีอีก แบบ “หนีญญ่าย พ่ายจแจ้น” ก่อนหน้านี้อาจจะไม่ทราบว่าที่ไหนจึงปลอดภัย แต่หลังจากน้ำลด ก็เฉลยแล้วว่าที่ไหนน้ำไม่ไป มองหาดูแล้วกำหนดเป็นพื้นที่อพยพ ถ้าจะให้ดีผมว่าสร้างวัดครอบไว้เลย ก็จะทำให้ไม่มีเอกชนคนใดหาช่องทางไปทำบ้านจัดสรรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอีก (อันนี้ไม่แน่ใจเพราะธรณีสงฆ์ก็กลายเป็นสนามกอล์ฟมาแล้ว)

 

พื้นที่ที่ว่านี้จะต้องสามารถรองรับคนได้ในระดับหนึ่ง และเตรียมการเพื่อช่วยเหลือตนเองได้ มีผู้คอยควบคุมดูแล ผมคิดว่าก็ทำเหมือนค่ายบางระจัน หรือศูนย์กระจายสินค้าย่อย โดยที่คนในค่ายก็แบ่งหน้าที่กัน เป็นยาม เป็นแม่ครัว เป็นคนคอยส่งข่าวสาร ฯลฯ บ้านเรือนที่เคยอยู่ให้ปิดประตูลงกลอนให้แน่นหนา ป้องกันสินทรัพย์ที่สำคัญให้ไกลจากน้ำ อะไรควรเอาติดตัวไป อะไรควรยกขึ้นที่สูง อะไรควรใส่ถุงพลาสติกกันน้ำให้ลอยเล่นในบ้านแต่ห้ามออกนอกบ้าน เป็นต้น แล้วออกจากพื้นที่ให้หมดทุกคน ใครไม่ออกจากพื้นที่แสดงว่ามีความประสงค์ที่จะเป็นโจร ส่วนผู้ที่สามารถอยู่ในวงล้อมและพร้อมสู้กับน้ำในบ้านที่แห้งก็มีบัตรผ่านเข้า-ออก แต่ถ้าสู้ไม่ไหวต้องออกมาให้หมด แล้วให้คนในพื้นที่อพยพจัดเวรยามตระเวนตรวจตราตามบ้านเรือนเหล่านั้นตลอดเวลา ชาวบ้านที่ยอมทิ้งบ้านมาจะได้อุ่นใจ การช่วยเหลือจากรัฐก็สามารถทำได้ง่าย ทันเวลา และทั่วถึง

 

ถ้ามารรวมกลุ่มและเตรียมการณ์ที่ดี อาจกลายเป็นศูนย์ฝึกอาชีพ มีผลิตภัณฑ์ออกขายสร้างรายได้หลังน้ำลดก็เป็นได้ ดีกว่าปล่อยให้นั่งๆ นอนๆ ฟังข่าวน้ำ รอรับถุงยังชีพ คอยข้าวกล่อง จนเครียดจัดทำอะไรไม่เป็น ไปหาวิธีให้น้ำลดด้วยแบบต่างๆ เช่นไปกดดันให้เปิดประตูระบายน้ำ ไปรื้อบิ๊กแบ๊ก โดยที่ไม่ทราบว่าจะได้ผลหรือไม่

 

กำหนดเส้นทางเข้าออก พร้อมรถเรือรับส่งสมาชิกที่จำเป็นต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ ไม่อย่างนั้นเขาจะตกงาน โดยต้องไม่ลืมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากน้ำเน่าเสีย เพราะเชื่อว่าหลังน้ำลดหลายท่านอาจจะต้องเจ็บป่วยด้วยโรคภัยที่มากับน้ำแล้วออกไปสัมผัสแบบไม่ป้องกัน เห็นเด็กๆ ว่ายน้ำเล่นแล้วเครียดแทน น้ำลดแล้วต้องซ่อมบ้าน อย่ามาต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อซ่อมสุขภาพเลยครับ

 

เรื่องที่สอง ถ้าศูนย์อพยพเข้มแข็งและมีการเตรียมการณ์อย่างดี พวกจิตอาสาผมมองว่าไม่จำเป็น ออกจะเกะกะและบริหารจัดการยากเสียด้วยซ้ำ ผมอาจเป็นพวกไม่ค่อยเห็นด้วยกับจิตอาสาสักเท่าไร เพราะภาพที่ออกมาตั้งแต่ทำความสะอาดกันที่แยกราชประสงค์ กับสีลมเมื่อคราวก่อน แล้วมาคราวนี้ตามวัดต่างๆ ที่อยุธยาหลังน้ำเริ่มลด บิ๊กคลีนนิ่งเดย์ของจังหวัดต่างๆ มองแล้วปวดใจครับ เพราะว่ามันเป็นแฟชั่น ไม่เห็นถึงความยั่งยืน และอีกอย่างสงสารครับ น้องๆ จิตอาสา นุ่งกางเกงขาสั้น สวมรองเท้าแตะ ไม่สวมถุงมือ ไม่คาดผ้าปิดจมูก ทำงานกันอย่างสนุกสนาน ไม่ห่วงสุขภาพของตนเองเลย สะท้อนถึงภาวะผู้นำของชาติ ผู้นำของจังหวัด ผู้จัดโครงการ และความละเลยสุขภาพของคนส่วนใหญ่

 

ที่ผมมองว่าพวกจิตอาสาส่วนมากเป็นสิ่งไม่จำเป็น หรือทางธุรกิจบอกว่ามันคือความสูญเปล่า ก็เพราะหากสร้างศูนย์อพยพให้มีระเบียบ ก็ไม่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากมาจัดถุงยังชีพ ไม่ต้องนำเงินบริจาคมาซื้อถุงและต้องพิมพ์ถุงว่ามาจากหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ เงินบริจาคก็สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ สิ่งของที่จะบริจาคก็เพียงแค่จัดเป็นกลุ่มตามศูนย์อพยพที่จะไป ยกของให้เป็นลัง ให้ทางศูนย์เขาแจกจ่ายชาวบ้านกันเอง ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ในศูนย์นั้นก็มองเห็นว่าผู้บริหารศูนย์นั้นเขาจัดการอย่างไร ยุติธรรมเพียงใด นับว่าโปร่งใสและตรวจสอบได้ การร้องเรียนต่างๆ ก็มีน้อย

 

อาหารกล่อง จิตอาสาก็ทำกันทุกวัน (อร่อยหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ผมฟังข่าวแล้วเศร้าครับ หน่วยงานหนึ่งทำอาหารสด 9,000 กล่อง แจกชาวบ้านผู้เดือดร้อน 6,000 กว่ากล่อง อีกว่า 3,000 กล่อง ก็กินกันในหมู่จิตอาสา และก็ไม่ทราบว่า 6,000 กล่อง ที่แจกไปกินได้เท่าไร เห็นว่ามีตกน้ำ บูดเน่า ไปพอสมควร ทุกหน่วยงานรวมๆ กันทำอาหารผมว่าเป็นล้านกล่องต่อวัน แล้วขยะกับกล่องโฟมจะจัดการยังไง มองเห็นแต่ผู้ให้ ไม่เห็นมีหน่วยงานไหนเก็บขยะจากชาวบ้านมาเลย เท่ากับว่าเป็นการสร้างภาระให้เทศบาลและผู้มีหน้าที่จัดการขยะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เก็บขยะในที่แห้งก็ยากพอแล้วนะครับ

 

ผมเชื่อว่าชาวบ้านตามศูนย์อพยพสามารถเปิดโรงครัวและทำอาหารกันเองได้ หากท่านให้อุปกรณ์เขาเพียงพอ หม้อ กระทะ เตาแก๊ส จาน ชาม ช้อน น้ำกิน น้ำใช้ ที่เหลือเขาจัดการเองได้ เพราะทุกคนไม่ใช่ผู้พิการ เขาเป็นผู้ประสบภัย ทำอะไรเองได้ทุกอย่าง ซึ่งทำได้สดกว่า ร้อนกว่า เน่าเสียยากกว่า และอร่อยกว่าที่ทำกันมาเสียอีก ที่สำคัญเขาได้คิดเองว่ามื้อนี้จะทำอะไรกินกันดี ถูกใจกว่าที่เปิดกล่องมาแล้วคิดว่า กินก็ได้ (ว่ะ) มันทั้งชืด ทั้งเย็น (เห็นว่าใส่ตู้คอนเทนเนอร์เย็นมากลัวว่าจะเสีย) บางทีกับข้าวที่ใส่ถุงมาก็บูด ไปเพิ่มขยะให้ผู้ประสบภัยอีกต่อหนึ่ง หากให้ทางศูนย์เขาจัดการทำอาหารเอง ปริมาณขยะก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด อัตราการเน่าเสียของน้ำก็น่าจะช้ากว่านี้

 

เรื่องที่สาม ต้องเอาโลจิสติกส์แบบย้อนกลับมาใช้ในการจัดการขยะและของเสีย เมื่อนำของเข้ามาแจกในศูนย์อพยพได้ ก็สมควรที่จะนำของเสียออกมากำจัดในพื้นที่แห้งได้ด้วยเช่นกัน หากรังเกียจขยะ เกรงว่าจะปนเปื้อน ท่านก็ใส่ถุงดำใบใหญ่ผูกไว้ท้ายเรือแล้วลากไปก็ได้ไม่มีใครว่า ผมเห็นนักข่าว นักการเมือง ตำรวจ ทหาร เดินลุยน้ำไปแจกถุงยังชีพ แจกอาหารกล่องได้ แต่ไม่เคยเห็นใครบอกว่าบ้านไหนมีขยะไหมครับ ผมทำข่าวเสร็จแล้วจะอาสาไปทิ้งให้ (จิตอาสาไปไหนกันหมด)

จะว่าไม่มีเลยก็ไม่ได้เพราะผมเห็นอยู่ 1 โครงการของบริษัท ไทยรุ่ง ครับ เดิมก็แจกเหมือนหน่วยงานอื่นๆ แต่หลังจากนั้นก็ปรับเปลี่ยนที่ผมเห็นแล้วชอบ อยากให้ทุกหน่วยงานทำรูปแบบนี้เหมือนกันทุกครั้งที่เข้าไปหาผู้ประสบภัย คือมีของมาให้แต่ไม่ให้เปล่า ไทยรุ่งเขาขอให้นำขยะที่ต้องการจะทิ้งมาแลกไปด้วย ซึ่งสิ่งดีๆ แบบนี้ กลับไม่เป็นกระแสให้ทำตาม ผู้ประกาศข่าวตามช่องต่างๆ ไม่เคยคิดที่จะนำขยะกลับมา (ขยะหลายอย่างก็มาจากของที่ท่านขนเข้าไปแจกกันไงครับ)

 

การรวมศูนย์อพยพและจัดการได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ประสบภัยไว้ใจ ไม่กังวล และปลอดภัย เชื่อได้ว่าปัญหาต่างๆ ก็จะควบคุมได้ ไม่บานปลาย โดยเฉพาะปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่จะสามารถทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพราะไม่ต้องระดมสรรพกำลังเข้าไปแจกอาหารวันละ 1 รอบ มันสูญเปล่าโดยใช่เหตุ การทำให้ศูนย์อพยพเป็นคลังสินค้าย่อยและมีครัวหุงหาอาหารกันเอง ทำให้การจัดส่งอาหารและเครื่องใช้ก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ ส่งผลให้มีขยะน้อยลง การจัดการขยะก็ง่ายขึ้น สามารถจัดเก็บได้ในสัปดาห์ละครั้งพร้อมการส่งเสบียง ส่วนสรรพกำลังที่เหลือจะได้นำไปใช้ให้คุ้มค่า แบบไม่เปลืองถุงยังชีพและกล่องโฟม เพราะจะจัดส่งให้เป็นลัง ไม่แยกเป็นชุดให้เสียเวลา ส่วนจิตอาสาก็ฝากให้เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาด อุปกรณ์ป้องกันตนเอง และชุดลุยที่รัดกุมให้พร้อม น้ำลดก็ยังคงต้องการแรงงานจากท่านอยู่ เก็บพลังและสมองไปใช้เฉพาะที่จำเป็นเถอะครับ อย่าเอาพลังมาทะเลาะกันอีกเลยมันไร้ค่า และไม่คู่ควรต่อการจดจำ

 

*อาจารย์สาขาวิชาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการโลจิสติกส์และวิศวกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it