Switch to: uk
26 March 2017 17:26PM

เขียวแท้ จริงหรือ ?

26 Apr 10 ,  สุวัฒน์ จรรยาพูน
  • 0

กิจกรรมของโลจิสติกส์มีตั้งแต่ Green Logistics ไปจนถึง Green Supply Chain

ช่วงนี้สีต่างๆ กำลังมาแรง ผมจึงอยากเขียนเรื่อง “เขียวแท้จริงหรือ ??” บ้าง แต่ก็ขอบอกไว้ก่อนนะครับว่าไม่เกี่ยวกับ “เขียวแตงโม” หรือ”เขียวสัปปะรด” เพราะเขียวของผมที่นำเสนอไม่ใช่เขียวการเมือง แต่เขียวที่ว่านี้คือเขียวเกี่ยวกับ “สิ่งแวดล้อม” ด้วยว่าเป็นสีเขียวที่มีกระแสมาแรงในทุกอุตสาหกรรม เป็นนโยบายระดับชาติ และเป็นกระแสของโลก เพราะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องดูแล อย่างบางกอกมอเตอร์โชว์ปีนี้ธีมของงานยังชูโรงด้วย Eco-Car ดังนั้นธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก หากต้องการแข่งขันและอยู่รอดได้ในตลาดก็ต้องใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

 

614_th2_01

 

กิจกรรมของโลจิสติกส์ก็ยังมี Green Logistics ไปจนถึง Green Supply Chain กระแสสีเขียวจึงกลายเป็นหนึ่งในนโยบายและกลยุทธ์ของธุรกิจ ที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ของกิจการ ส่งผลต่อตลาดและกำไร ด้วยมีกระแสสีเขียวที่แรงและมีผลต่อกิจการนี้เองทำให้หลายธุรกิจเร่งรีบดำเนินการตามกระแสโดยขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ยิ่งไปกว่านั้นบางธุรกิจมีความเข้าใจอย่างดี แต่ก็ละเลยไม่ดำเนินการให้เกิด ความเป็นสีเขียวแท้ เพราะจงใจที่จะตีความเข้าข้างตนเอง เหมือนกับที่เราขับรถฝ่าไฟแดง ทุกคนทราบดีว่าผิด แต่เมื่อถูกตำรวจเรียกกลับตอบว่า “ผมมองไม่เห็น” จึงฝ่าสัญญาณไฟ ก็น่าจะตีความหมายได้ว่าไม่เห็นสัญญาณไฟแดง (ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วสัญญาณไฟแดงเห็นชัดเจน แต่เราไม่เห็น “จ่า” ถ้าเห็น “จ่า” เราก็ไม่ฝ่าไฟแดง)

 

บริษัทเหล่านี้เรียกว่า “เขียวเทียม” หรือ “เขียวปลอม” ครับ อาจจะเรียกง่ายๆ ว่า “ฟอกเขียว” ส่วนภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “Greenwashing” ด้วยว่าบริษัทเหล่านี้ประกาศตนเองว่าเป็น “เขียว” แต่ก็เป็นเขียวเทียม เป็นการหลอกลูกค้าให้หลงเชื่อ ผมได้ลองค้นอ่านมติชนรายสัปดาห์ มีข้อพิจารณาให้ตรวจสอบถึงความเป็นเขียวแท้หรือไม่ 6 อย่าง เรียกว่า The Six Sins of Greenwashing หรือบาปหกประการของกระบวนการฟอกเขียว ประกอบด้วย

 

บาปที่ 1 การแลกได้แลกเสียที่ซ่อนเร้น (Sin of the Hidden Tradeoff) เป็นการที่ธุรกิจบอกว่า สินค้าตนเอง “เขียว” โดยตั้งอยู่บนตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมเพียงด้านเดียว โดยละเลยประเด็นสิ่งแวดล้อมอื่นที่สำคัญ เช่น บริษัทขนส่งสินค้าประกาศว่าใช้ NGV เป็นเชื้อเพลิง แต่ละเลยด้านการดูแลรักษาเครื่องยนต์ หรือรถบรรทุกเก่ามากจนทำให้มีการปล่อยไอเสียที่มากกว่ารถบรรทุกโดยทั่วไป หรือโรงงานบอกว่าใช้วัตถุดิบรีไซเคิลเป็นหลักในการผลิตสินค้า แต่มีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากเกินมาตรฐาน หรือมีการปล่อยน้ำเสียเกินระดับมาตรฐาน คล้ายๆ กับที่เราบอกว่าเราเป็นคนดีแต่ปล่อยปะละเลยให้ลูกน้องโกงกิน เกะกะระรานชาวบ้านครับ

 

หรือแม้กระทั่งรถยนต์ที่ใช้แกสโซฮอล์ เราคิดว่าเราใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ปรากฎว่ากระบวนการที่ได้มาซึ่งแกสโซฮอล์กลับทำลายระบบนิเวศน์มากกว่า เช่นมีการเผาป่าเพื่อทำไร่ข้าวโพดไปทำแกสโซฮอล์ครับ แม้แต่ผมเองก็ยังเคยทำบาปข้อนี้ คือ ที่สำนักงานมีการรณรงค์ให้ใช้กระดาษ Reuse แต่ไม่เคยตรวจสอบเอกสารก่อนพิมพ์ทำให้เกิดขยะจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

 

บาปที่ 2 การไม่มีหลักฐานพิสูจน์ (Sin of No Proof) เช่น การโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าติดตั้งอุปกรณชิ้นหนึ่งที่มิเตอร์ไฟฟ้า แล้วลดปริมาณการใช้ไฟลงได้ โดยไม่มีหลักฐานหรือเอกสารรับรองมาสนับสนุน หรือแม้แต่รถบรรทุกที่ใช้กาซ NGV เองก็ยังไม่มีหลักฐานการพิสูจน์ว่าหลังการติดตั้งและใช้งานจะก่อให้เกิดการสึกหรอของเครื่องยนต์มากเพียงใด และโดยรวมแล้วต้นทุนการซ่อมบำรุงและขยะที่เกิดนั้นจะมากขึ้นกว่าการใช้น้ำมันเพียงใด และส่งผลความเสียหายกับระบบนิเวศน์เท่าใด

 

บาปที่ 3 ความคลุมเครือ (Sin of Vagueness) หมายถึงข้ออ้างที่ใช้คำพูดคลุมเครือ หรือตีความหมายได้กว้างมาก จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดหรือสับสน เช่นการที่โฆษณาว่า “ปลอดสารเคมี” หรือ “ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ 100%” จะพบว่าในโลกของเรานี้ไม่มีสิ่งใดที่ปลอดจากสารเคมี เพราะสารเคมีมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ น้ำ เราก็ทราบดีว่าเป็นสารเคมีมีองค์ประกอบชัดเจนว่า H2O อากาศที่ใช้หายใจก็คือสารเคมี หากเลี่ยงไปใช้ว่า “ปลอดสารสังเคราะห์” ก็จะได้ความหมายที่ตรงและชัดเจนกว่า

 

บาปที่ 4 ความไม่เกี่ยวโยง (Sin of Irrelevance) เป็นข้ออ้างด้านความเขียวของธุรกิจที่อาจจะมีความเป็นจริงแต่ไม่สำคัญ ไม่จำเป็น และไม่มีประโยชน์สำหรับผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคไขว้เขว เช่นการโฆษณาว่าปลอดสาร CFC ของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งๆ ที่สาร CFC เป็นสารต้องห้ามตั้งแต่ปี 1989 จะเห็นได้ว่าธุรกิจไม่จำเป็นต้องระบุด้วยมีข้อบังคับทางกฎหมายอยู่แล้ว

 

บาปที่ 5 สิ่งที่เลวน้อยกว่า (Sin of Lesser of Two Evils) เป็นการอ้างที่แท้จริงและถูกต้อง ด้านความเขียวของบริษัท แต่เบี่ยงเบนความสนใจของผู้บริโภคเกี่ยวกับผลกระทบที่สาหัสกว่าจากสินค้านั้น เช่น บอกว่าเป็นโรงงานประหยัดพลังงาน มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในบางส่วน แต่กระบวนการผลิตมีการปล่อยน้ำเสีย อากาศเสียเป็นจำนวนมาก หรือไม่กินเนื้อวัวเพราะไม่อยากฆ่าสัตว์ใหญ่ แต่ก็ยังตบยุง บี้มดโดยไม่รู้สึกบาปอะไร หรือเลือกพรรรคการเมือง A ดีกว่าพรรค B เพราะโกงกินน้อยกว่า

 

แม้แต่การทำ CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ที่นิยมกันชักชวนพนักงานไปทำกิจกรรมพิเศษ “ปลูกป่าชายเลน” หรือ “ปลูกป่าในเขตอุทยานที่เสื่อมโทรม” แต่กระบวนการผลิตของโรงงานกลับทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ซึ่งบริษัทควรคิดเองได้ว่า “ความรับผิดชอบ” ย่อมหมายถึงความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ธุรกิจดำเนินกิจการโดยปกติ ไม่ใช่กิจกรรมพิเศษใด ๆ ที่ธุรกิจคิดขึ้นเหนือขอบข่ายที่ต้องรับผิดชอบ

 

บาปที่ 6 การอ้างมั่ว (Sin of Fibbing) หมายถึงการอ้างที่เป็นเท็จ เช่น อ้างว่าปล่อยคาร์บอนน้อยลงแต่ความเป็นจริงเพิ่มขึ้น การนำฉลากเขียว หรือฉลากเบอร์ห้ามาติดในผลิตภัณฑ์แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าบริษัทไม่เคยได้รับฉลากเขียวเลย หรือผลิตภัณฑ์ไม่ประหยัดพลังงานไม่ถึงเกณฑ์เบอร์ห้า เป็นต้น

 

จากบาปทั้ง 6 ประการ จะพบว่าเราหาได้ยากมากที่ธุรกิจจะเป็นเขียวแท้ และหลายบริษัทก็กระทำด้วยความไม่ตั้งใจ เนื่องด้วยมีความเข้าใจไม่ครบถ้วน และเอเยนซี่ที่ทำโฆษณาให้ไม่เข้าถึง “เขียวแท้” ประกอบกับเห็นว่าบริษัทที่ดีอื่นๆ ก็ทำเลยคิดว่าการกระทำที่เหมือนกันจะก่อให้เกิดความเป็นเขียวแท้ เป็นการทำกันจนคิดว่าถูกต้อง หรือการปรับปรุงบ่อบำบัดน้ำเสีย และขจัดมลพิษทางอากาศของโรงงานแห่งหนึ่งแล้วมาทำโฆษณาอย่างกว้างขวางเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นกิจการที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม แต่ความเป็นจริงแล้วการที่ต้องปรับปรุงนั้นเกิดจากการที่บริษัทถูกรัฐบังคับให้ทำมิฉะนั้นก็จะถูกปิดโรงงาน

 

ผมคิดว่า องค์กรที่มีแนวคิดของลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน เป็นกลยุทธ์หลักจะสามารถเข้าใจและหลีกเลี่ยงบาปทั้ง 6 ประการได้ไม่ยากนัก ด้วยมุมมองของโซ่อุปทานเป็นการบูรณาการและเชื่อมโยงทุกขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการบูรณาการดังกล่าวหากเรานำมุมมองของ “สีเขียว” เข้าไปผนวกรวมด้วย ก็จะทำให้เราสามารถสร้างองค์กร และโซ่อุปทานที่เป็นเขียวแท้อย่างยั่งยืน และสามารถกล่าวได้อย่างภาคภูมิใจโดยไม่มีวาระซ่อนเร้น ว่าเราคือ Green Logistics และ Green Supply Chain

 

สุวัฒน์ จรรยาพูน หัวหน้าสาขาวิชาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it