Switch to: uk
27 March 2017 22:55PM

ท่าเรือทวาย : เมกะโปรเจ็กต์ไทยในพม่า (จบ)

22 Mar 12 ,  thaipost.net
  • 0

ครั้งที่แล้ว เล่าถึงความเป็นมาและลักษณะของโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ที่บริษัทเอกชนของไทยกำลังเข้าไปดำเนินการก่อสร้างในพม่า อาทิตย์นี้กลับมาว่ากันต่อถึงความเกี่ยวข้องของบรรดาประเทศพี่เบิ้มในภูมิภาค ซึ่งสนใจจะเข้าไปร่วมแบ่งเค้กก้อนโตจากโครงการนี้

อย่างที่บอกเมื่อคราวก่อนนะครับ เนื้อความที่เอามาถ่ายทอดนี้ แปลเก็บความมาจากบทความของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยของสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร Global Asia ฉบับปีที่ 6 เล่มที่ 4 ประจำฤดูหนาวปี 2011

อาจารย์ปวินบอกว่า ทั้งพม่าและไทยต่างเชิญชวนบริษัทต่างชาติเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการทวายนี้ รัฐบาลไทยทั้งในยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้ เพราะเล็งเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ไทยในระยะยาว

ประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชียที่สนใจโครงการนี้ ย่อมไม่พ้นจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ด้วยความที่ไทยไม่ใช่เจ้าของโครงการอภิมหายักษ์นี้แต่เพียงผู้เดียว บรรดาประเทศเพื่อนบ้านของพม่าจึงแข่งกันเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการท่าเรือนี้ด้วย ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ จีน

อย่างที่รู้กัน จีนเล็งพื้นที่ภาคใต้พม่าเป็นทางเชื่อมออกสู่ทะเลมานานแล้ว ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีนก็คือ การมีเส้นทางทางบกที่จะเปิดภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

แม้ว่าจีนไม่ได้เข้ามาลงทุนในเฟสแรกของโครงการ คือ การสร้างถนนและทางรถไฟจากทวายมายังจังหวัดกาญจนบุรี แต่จีนก็สนใจโครงการนี้ด้วยเหตุผล 2 อย่าง ประการแรก จีนมีแผนจะสร้างทางรถไฟจากมณฑลยูนนานมายังทวายเพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย และมีแผนจะสร้างถนนจากเมืองคุนหมิงมายังเมืองท่าจ็อกผิ่ว (Kyaukphyu) ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกอีกแห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของพม่า ท่าเรือน้ำลึกจ็อกผิ่วจะเป็นปลายทางของถนนจากคุนหมิงผ่านเมืองมัณฑะเลย์ไปยังเมืองท่าซิตตะเว่ (Sittwe) ของพม่า ซึ่งจีนกับพม่าได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่องโครงการสร้างถนนสายนี้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2010

ประการที่สอง รัฐบาลจีนได้เสนอแนวคิดที่จะจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในกรุงเทพฯ ในชื่อ "China City Free Trade Center" ซึ่งจะเชื่อมโยงกับท่าเรือทวาย โดยสินค้าจีนจะถูกขนส่งไปยังทวาย แล้วเข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพฯ และพื้นที่แถบนี้

ทางด้านญี่ปุ่นดูจะสนใจเข้ามามีเอี่ยวกับโครงการนี้ทางด้านการเงิน และสนใจจะเข้ามาสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ ท่าเรือ ถนน และกิจการเหล็กกล้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง บริษัทนิปปอนสตีล ก็ได้เข้ามาลงทุนในเฟสแรกแล้ว ในฐานะหนึ่งในหุ้นส่วนของบริษัทอิตาเลียนไทย ขณะที่ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือเจบิก ก็อาจเข้ามาปล่อยเงินกู้ในเฟสต่อๆ ไปของโครงการ บรรดาบริษัทญี่ปุ่นมองว่า ท่าเรือทวายจะเป็นโอกาสขยายตลาดของญี่ปุ่นเข้าไปในแถบเอเชียใต้ เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง

อินเดียเป็นอีกประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญทางเศรษฐกิจของเมืองท่าชายฝั่งแห่งนี้ ซึ่งจะเป็นเส้นทางให้อินเดียเข้าถึงตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดียได้

อย่างไรก็ดี ฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นกอบเป็นกำคือ ประเทศไทย

การค้าชายแดนไทย-พม่ามีอัตราเติบโต 55% ทุกปี ในปี 2010 มีมูลค่าถึง 1,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 51,000 ล้านบาท โครงการทวายจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งสองขึ้นอีก ท่าเรือทวายจะช่วยให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของพื้นที่เศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตกของอนุภูมิภาคนี้ในอนาคต

ในการประชุมของคณะกรรมการร่วมการค้าไทย-พม่าเมื่อเดือนเมษายน 2010 ทั้งสองประเทศได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มการค้าขึ้น 3 เท่าตัวภายใน 5 ปี จากระดับ 4,300 ล้านดอลลาร์ เป็น 13,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2015 เจ้าหน้าที่ไทยบอกว่าโครงการทวายจะช่วยให้ประเทศทั้งสองบรรลุเป้าหมายนี้ได้ และไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ ฐานการผลิตในภาคตะวันตกของไทย ไล่ตั้งแต่กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี รวมทั้งกรุงเทพฯ จะได้ประโยชน์จากทวาย ซึ่งจะเป็นจุดส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารของไทยจากพื้นที่แถบนี้ นี่ยังไม่นับภาคเอกชนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในทวายอีก เช่น ล็อกซ์เลย์ ซึ่งสนใจโครงการสายส่งไฟฟ้าและท่าขนถ่ายก๊าซและน้ำมัน เป็นต้น

เหล่านี้จะช่วยให้ไทยขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในพม่าได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

รัฐบาลพม่าเองก็ได้ประโยชน์ทั้งในมิติของการเมืองและเศรษฐกิจ ผู้นำพม่าสามารถอวดอ้างได้ว่า พม่าได้ปฏิรูปประชาธิปไตยแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาจะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ โครงการทำนองนี้ย่อมดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาช่วยสร้างความเจริญเติบโต เป็นการเพิ่มความชอบธรรมแก่ระบอบใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง

แต่ข้อน่าคำนึงในเวลาเดียวกันก็คือ ที่ผ่านมา พม่ามีประวัติไม่ค่อยโสภานักในเรื่องการคุ้มครองสวัสดิภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

มีรายงานว่า บริษัททำไม้ของพม่า 2 บริษัท คือ Kaung Myat กับ Hein Yadanan ได้เข้ายึดที่ดินกว่า 6,000 ไร่ของชาวบ้านในหมู่บ้าน Myatta ในทวาย ซึ่งจะเป็นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกนี้ บริษัททั้งสองมีแผนจะปลูกยางพาราในที่ดินที่ยึดไปนั้น เพื่อส่งป้อนโรงงานที่จะสร้างขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต นอกจากนี้ ถนนจากทวายมายังกาญจนบุรีก็จะตัดผ่านพื้นที่เกษตรกรรมด้วย จนถึงขณะนี้ ทางการพม่ายังไม่ได้ยื่นมือเข้าจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ในอนาคต เอกชนของไทยและต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในโครงการนี้ก็จะถูกจับตามองเช่นกันว่า ได้แสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมแค่ไหน