Switch to: uk
24 April 2014 22:26PM

ท่าเรือน้ำลึกทวาย จุดพลุเส้นทางการค้าแห่งใหม่ของโลก

25 May 10 ,  Editorial
  • 0

ไทย-สหภาพพม่า เร่งรัดสร้างประตูการค้าและเส้นทางการค้าแห่งใหม่ของโลกตะวันตกและตะวันออก ที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิคในปีนี้

624_th1_01

 

ไทย-สหภาพพม่าร่วมกันตั้งเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้าจะสามารถขยายการค้าระหว่างกันด้วยมูลค่า 13 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการประชุมคณะกรรมมาธิการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commission: JTC) ระหว่างไทย-พม่าครั้งที่ 5 ซึ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อเดือนเมษายน 2553 และถือได้ว่าเป็นการรื้อฟื้นกลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-พม่า ที่ได้ว่างเว้นมานานกว่า 6 ปี และเป็นก้าวสำคัญและความสำเร็จของสองประเทศที่ตระหนักถึงความสำคัญในการเสริมสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ


ท่าเรือน้ำลึกทวาย (Dawei) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพม่า มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึกที่สามารถรองรับเรือน้ำหนัก 3 แสนตัน และสามารถเชื่อมโยงตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ มาทางมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2556


อย่างไรก็ตามการพัฒนาท่าเรือทวายยังอยู่ในโครงการเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) ทั้งระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC ระหว่างเมืองดานัง เวียดนาม – เมืองเมาะละแหม่ง พม่า) และระเบียงเศรษฐกิจแนวใต้ (Southern Economic Corridor: SEC ระหว่างนครโฮจิมินห์ เวียดนาม - เมืองทะวาย พม่า) รวมทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC ระหว่างนครคุนหมิง จีนตอนใต้ - กรุงเทพฯ)


ดังนั้นการพัฒนาท่าเรือทวายจะช่วยสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค เชื่อมประเทศฝั่งตะวันตกกับประเทศฝั่งตะวันออก โดยผ่านเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจทั้ง 3 เส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ซึ่งจะใช้เวลาในการขนส่งจากทะเลจีนใต้มายังทะเลอันดามัน หรือจากเวียดนามมายังพม่าเพียง 6 วัน ทำให้ร่นระยะเวลาในการขนส่งปัจจุบันที่ต้องอ้อมแหลมมะละกาโดยใช้เวลาในการขนส่งนานถึง 16-18 วัน

 

624_th1_02

 

เปิดประตูการค้าฝั่งตะวันตก
การประชุม JTC ครั้งนี้ถือว่าสำคัญมากเพราะเป็นครั้งแรกที่จะมีการขับเคลื่อนประตูตะวันตก (West Gate Policy) เพื่อสร้างเส้นทางการค้าใหม่และประตูการค้าใหม่ ในพื้นที่ชายแดน 10 จังหวัดของประเทศไทยที่เชื่อมกับพรมแดนพม่า 2,400 กม. โดยในมีด่านถาวรเพียงแค่ 3 จังหวัดจาก 10 จังหวัด ที่ตัวเลขมูลค่าการค้าระหว่างกันไม่มาก


“ถึงแม้ว่าไทยมีมูลค่าการค้ากับพม่าเพียงปีละ 1.5 แสนล้านบาท แต่ในจำนวนนี้ประมาณ 9 หมื่นล้านบาทเป็นการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นจึงถือว่าการขับเคลื่อนนโยบายประตูตะวันตกจะเป็นการเปิดเส้นทางการค้าใหม่ตั้งแต่แม่ฮ่องสอนถึงระนอง เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน” นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว


นายอลงกรณ์ ยังกล่าวต่อไปว่า ท่าเรือทวายจะเสริมศักยภาพของการเป็นโลจิสติกส์ฮับของประเทศไทย โดยที่จะมีการเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกทวายกับท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เพราะฉะนั้นชิปเมนท์ต่างๆ ที่ไม่ว่าจะมาจากยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้ ก็จะผ่านที่ท่าเรือน้ำลึกทวายออกสู่ท่าเรือแหลมฉบังภายในวันเดียวและสามารถส่งไปสู่ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบแปซิฟิค


จากผลการศึกษาของญี่ปุ่นระบุชัดเจนว่า ถ้าหากจะต้องขนส่งสินค้าโดยผ่านช่องแคบมะละกาจะใช้เวลาจาก โฮจิมินห์ ถึง เชนไน จะใช้เวลามากกว่าเส้นทางที่ผ่านมาทางพม่าถึง 5 วัน


“เชื่อมั่นว่าเมื่อมีการเปิดเส้นทางการค้าใหม่ ไม่ใช่จะทำให้เกิดมูลค่าการค้าระหว่างไทยพม่าเท่านั้น แต่บางเส้นทางการค้าจะเป็นเกตเวย์ใหม่ของโลกตะวันตกและตะวันออก เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิค นั่นคือเส้นทางไฮเวย์สายกาญจนบุรี-ทวาย ซึ่งเราจะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ และจะแล้วเสร็จในปี 2556 พร้อมกับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ตรงนี้จะเป็น new land bridge ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นายอลงกรณ์ กล่าว

 

624_th1_03

 

เร่งยกระดับด่านถาวร 2 แห่ง
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลการหารือที่สำคัญในครั้งนี้ว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพร้อมให้ตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้าสองฝ่ายเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายในปี 2015 คือจาก 4.3 พันล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน เป็น 13 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยทั้งสองประเทศจะร่วมกันส่งเสริมเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า แลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าซึ่งกันและกัน ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศทั้งสอง ที่สำคัญจะจัดให้มีการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ชายแดนโดยร่วมกันจัดทำโครงการตรวจปล่อยแบบจุดเดียว (Single Service Inspection) มีโครงการนำร่องที่ด่านแม่สอด-เมียวดี


ทั้งนี้ยังรวมถึงการใช้ประโยชน์จากเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ และแนวตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งจะมีการปรับปรุงเส้นทาง R3W และบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพไทย-พม่าแห่งที่หนึ่ง ที่อำเภอแม่สอด รวมทั้งจะเร่งรัดการกำหนดจุดก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่าแห่งที่สอง


นอกจากนี้ยังจะเร่งรัดการพิจารณายกระดับจุดผ่อนปรนทางการค้าให้เป็นด่านถาวร 2 แห่ง คือ ด่านห้วยต้นนุ่น - BP13 จังหวัดแม่ฮ่องสอน และด่านสิงขร-มูด่อง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเปิดด่านชายแดนที่ปิดไปแล้ว คือ ด่านพญาตองซู ตรงข้ามด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการส่งเสริมและขยายการค้าชายแดนระหว่างกัน

 

624_th1_04

 

ปัญหาความมั่นคง ทางตันเปิดเส้นทางการค้า
ทางด้านพม่าโดย H.E. Brig Gen Aung Tun รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สหภาพพม่า เปิดเผยว่า การเปิดเส้นทาง border trade พม่ายังมีปัญหาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย รวมถึงปัญหาชนกลุ่มน้อย แต่โดยหลักการและการพัฒนาท่าเรือทวายและเส้นทางตามแนวชายแดนไทย-พม่า เป็นสิ่งที่ดี


ทั้งนี้ทางฝ่ายไทยได้เร่งรัดการเปิดใช้เส้นทางการค้าใหม่ ได้แก่ เส้นทางเมียวดี-เมาะลำไย โดยจะเร่งให้มีการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ เส้นทางกาญจนบุรี-ทวาย ที่ภาคเอกชนของไทยได้รับสัมปทานการสร้างถนนรวมทั้งท่าเรือน้ำลึกที่ทวายแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยพม่าจะช่วยดูแลอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนไทยในการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อใช้ในการก่อสร้าง ทั้งนี้ยังจะร่วมกันพัฒนาเส้นทางการค้าใหม่เส้นทางแม่ฮ่องสอน-เนปิดอ และเส้นทางแม่ฮ่องสอน-ทันเว
 

อย่างไรก็ดี เส้นทางกาญจนบุรีไปเมืองทวายได้ก่อสร้างแล้ว เหลือเพียงอีก 500 เมตร ก่อนถึงชายแดนที่ยังไม่มีการก่อสร้าง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ยังไม่สามารถตกลงเขตแดนระหว่างกันได้ และยังมีปัญหาชนกลุ่มน้อยในพม่า

 

624_th1_05

 

เมกะโปรเจค 4 แสนล้านบาท
โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายเริ่มตั้งแต่ปี 2010 โดยเฟสที่หนึ่งคือ การสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย ซึ่งจะแล้วเสร็จภายใน 3 ปี ในระยะทางราว 160 กม. จากบ้านพุน้ำร้อนถึงท่าเรือทวาย ภายใต้งบประมาณมูลค่า 2 พันล้านบาท โดยในระหว่างนั้นก็จะเริ่มดำเนินการเฟสที่สอง ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และเฟสที่สามคือ สร้างเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้และในทศวรรษนี้ โดยใช้วงเงินทั้งสิ้น 4 แสนล้านบาท


อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์ประตูตะวันตกจะมีไทยกับพม่าเป็นแกนกลาง และจะมีญี่ปุ่น จีนอินเดีย หลายประเทศ เพราะมีความร่วมมือใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศบิมสเทค (BIMSTEC) ซึ่งเป็นทั้งหุ้นส่วนโครงการและเป็นตลาด ขณะเดียวกันประเทศไทยมีกรอบ GMS กับจีน และกรอบความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับ 5 ประเทศในเขตลุ่มแม่น้ำโขง การลงทุนส่วนนี้จะมีหลายประเทศเกี่ยวข้อง


สำหรับนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ราว 2 แสนไร่ แบ่งพื้นที่เป็นโซนต่างๆ คือ โซน A Port & Heavy Industry โซน B – Oil & Gas Industry โซน C1 – Up Stream Petrochemical Complex โซน C2 – Down Stream Petrochemical โซน D – Medium Industry โซน E – Light Industry

ฐานการผลิตที่อยู่ในภาคตะวันตกประกอบด้วย กาญจนบุรี ราชบุรี เพรช ประจวบ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี และกรุงเทพฝั่งตะวันตก จะได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์ประตูตะวันตกทำให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องคือ ธุรกิจโลจิสติกส์ โดยที่ประเทศไทยจะเป็นฮับโลจิสติกส์ในการนำเข้าและส่งออก ประการที่สองคือ อะโกร อินดัสตรี เนื่องจากประเทศไทยได้วางเป้าการเป็น World Food Supply และมีการแปรรูปอาหารที่มีศักยภาพ ไทยสามารถเป็นฮับการผลิตและส่งออกอาหารได้ ประการที่สามคือ ธุรกิจท่องเที่ยว เป็นการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ซึ่งเดิมเป็นภูเขา มาสู่การเป็นเมืองท่าหน้าด่านใหม่ ประการที่สี่ ประตูตะวันตกจะเป็นการเปิดเส้นทางการค้าแห่งใหม่ของโลก เสมือนปานามาที่เป็น land bridge

 

โครงการนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับ S.E. Asia ทั้งหมด สร้างเส้นทางการค้าใหม่ของโลกหลังจากที่ช่องแคบมะละกาเริ่มแออัด และต้นทุนสูงด้วยปัจจัยราคาน้ำมัน 70-80 เหรียญต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ การบริหารเส้นทางการค้าโลกใหม่ หรือเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่นี้จึงเป็นเรื่องที่น่าลงทุนและจับตามอง

 

“ท่าเรือทวาย โอกาสดี แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย”

8
ผศ.ดร. พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล
ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 


ทั้งนี้แม้จะเป็นโอกาสแต่ความร่วมมือจากหลายประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เดิมผ่านแค่ไทย ตอนนี้ผ่าน 3-4 ประเทศ พม่า ลาว เวียดนาม นอกจากนี้สินค้าไทยส่วนใหญ่ออกทางท่าเรือแหลมฉบัง ถ้ามีเส้นทางใหม่ก็มาออกที่จังหวัดกาญจนบุรี หรือประจวบคีรีขันธ์ได้ ต้นทุนการส่งออกก็จะถูกลงมาก และหากพม่ายอมให้สายเรือต่างชาติ กับ Port Operator ชั้นนำของโลกมาบริหารจัดการท่าเรือทวาย การส่งออกฝั่งนี้ก็จะครึกครื้น


อย่างดานัง มองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีแต่ความจริงผู้ประกอบการไทยไม่ใช้เส้นทางนี้ เพราะการขนส่งทางถนนผ่านลาวไปถึงเวียดนามจนถึงดานัง ต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงเกือบสองร้อยเปอร์เซนต์ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงยังเลือกใช้ท่าเรือแหลมฉบัง


พม่าล้าหลังแต่โอกาสการเติบโตสูงมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ มันถูกต้องแล้ว เพียงแต่ทำอย่างไรไม่ให้เกิดการค้าด้วยกระบวนการบริหารที่ไม่มืออาชีพ

 

“ต้องเริ่มต้นที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมก่อน”

9

คุณธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาอุตสาหกรรมฯ และเลขาธิการสภาธุรกิจไทย-พม่า


โครงการระยะยาวท่าเรือทวายเป็นเมกะโปรเจค ถ้าสร้างด้วยเงินรัฐบาลไทยยังไม่เห็นด้วย เพราะจะลดบทบาทท่าเรือแหลมฉบัง สินค้าส่งออกที่ท่าเรือแหลมฉบัง 6 ล้านตู้ต่อปี เป็นตู้สินค้าที่ไปทางฝั่งตะวันตก 2-3 ล้านตู้ หากหายไปครึ่งหนึ่งขนส่งทางถนนไปออกเส้นทางพม่า โดยภาพรวมจะทำให้ท่าเรือแหลมฉบังมีการใช้งานลดลง ต้นทุนค่าเฟรทก็จะแพงขึ้น


การสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ต้องดูที่ปริมาณสินค้าด้วย ท่าเรือแหลมฉบังใช้เวลาพัฒนาเป็นสิบปี กว่าจะมีตู้สินค้า 6-7 ล้านตู้ต่อปี เพราะแหลมฉบังมี Eastern Seaboard ต้องมีดีมานต์ การสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ จึงมีคำถามว่าเอาสินค้ามาจากไหน เวียดนามก็มีปัญหา โครงสร้างเขาเปราะบางมาก โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้สร้างขึ้นง่ายๆ เวียดนามมีปัญหาเรื่องคุณภาพของคนมาก จีนเองก็ประสบอยู่ สินค้าจีนจึงไม่มีคุณภาพ เพราะไม่ได้สร้างวัฒนธรรมตรงนี้ขึ้นมาก เวียดนามใช้เวลาในการพัฒนาประเทศมา20 ปี การส่งออกของเขาก็ยังห่างจากของไทยถึง 2 เท่าตัว ทั้งที่มีคนและโครงสร้างพื้นฐานพร้อม


เส้นทางกาญจนบุรีถึงทวาย จากบ้านพุน้ำร้อนถึงท่าเรือทวาย 160 กม. มองว่าเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพมาก ภาคการผลิตของไทยเราปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมการ์เมนท์ ในเส้นทางกาญจนบุรี-ทวาย จะต้องสร้างบ้านพุน้ำร้อน ซึ่งมองว่าที่นี่มีศักยภาพให้เป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น โดยอาจใช้ต้นแบบที่แม่สอด เพราะใช้การเดินทาง 400 กม. มาท่าเรือแหลมฉบัง จากที่นี่เพียง 160 กม. อุตสาหกรรมอยู่ที่ชายแดน หรืออาจมีอุตสาหกรรมบางอย่างไปอยู่ที่ชายแดนฝั่งพม่าแล้วทำ co-production สินค้าที่ต้องใช้แรงงานมากไปทำที่พม่า และมาประกอบ-บรรจุในฝั่งไทย ส่งออกที่ท่าเรือแหลมฉบัง


ดังนั้นจึงน่าจะเริ่มต้นที่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมก่อน ขณะที่ท่าเรือขนาดใหญ่ยังต้องใช้เวลาอีกมาก

 

624_th1_06

 

ข้อมูลการค้าไทย-สหภาพพม่า
ในปี 2552 สหภาพพม่าเป็นคู่ค้าอันดับที่ 20 ของไทยในโลก และอันดับที่ 6 ของไทยในกลุ่มอาเซียนรองจาก มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของสหภาพพม่า โดยมีมูลค่าการค้ารวม 4,326 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือร้อยละ 1.5 ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมดของไทย


สินค้าส่งออกที่สำคัญไปยังสหภาพพม่า ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ปูนซิเมนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผ้าผืน ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ผลิตภัณฑ์ข้าวสีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เป็นต้น
สินค้านำเข้าที่สำคัญจากสหภาพพม่า ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ น้ำมันดิบ เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ ข้าว และผลิตภัณฑ์จากแป้ง สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งแปรรูป พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น

 

ในแง่โอกาสของการค้าระหว่างประเทศ สินค้าที่ส่งไปยุโรป อเมริกา หรือตะวันออกกลางจะต้องมาผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งแออัดเต็มที่แล้ว และยังมีปัญหาเรื่องโจรสลัดมากขึ้นทุกวัน ทุกๆ ประเทศต่างก็มองหาเส้นทางใหม่ ขณะที่ประเทศไทยเราในอดีตคิดเรื่องคอคอดกระและไม่ประสบความสำเร็จ ท่าเรือระนอง ท่าเรือปากบารา ทุกคนยังวนเวียนอยู่ตรงนี้ หลังจากที่สหภาพพม่าได้เปิดเจรจาการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น หากประเทศไทยร่วมมือกับพม่า และสามารถใช้เส้นทางผ่านทางพม่าไปออกท่าเรือทวายได้ ปัญหาการขนส่งทางเรือไปทางตะวันตก และโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศในแถบอาเซียนก็จะมีทางเลือกมากขึ้น