Switch to: uk
27 March 2017 23:06PM

ประเด็นร้อนของการขนส่งสินค้าทางทะเล

24 Nov 06 ,  Administrator
  • 0

 ความต้องการใช้เรือเพื่อการขนส่งของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศจีน มีผลอย่างมากกับการขยายตัวของการค้าทั่วโลก ซึ่งแน่นอนการขยายตัวของการค้านั้นก็จะส่งผลให้เกิดความต้องการใช้เรือที่มากขึ้นตามด้วย ซึ่งในขณะนี้มากกว่า 50% ของการค้าขายนั้น ทำการขนถ่ายผ่านทางทะเล ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การขนถ่ายในรูปแบบนี้น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า ก่อนปี 2020 ซึ่งนั่นก็เป็นไปได้ว่า ขนาดของเรือที่จะมารับสินค้านั้นอาจจะต้องมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น สามารถเดินทางได้เร็วขึ้น

      ในสถานการณ์ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า เรือที่มารับสินค้านั้น กำลังเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ในปี 2020 นั้น อาจจะมีเรือถึง 30% ซึ่งใหญ่จนไม่สามารถผ่านคลองปานามาได้ ซึ่งแน่นอนก็อาจจะส่งผลถึงการที่เรือต้องเดินทางใช้ระยะเวลาที่นานขึ้น และปัญหาอย่างหนึ่งที่ต้องพิจารณาวางแผนรองรับนั้นก็คือ เราจะหาท่าเรือที่สามารถรองรับเรือขนาดนี้ได้ที่ไหน ซึ่งเป็นคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเรือที่มีขนาดใหญ่นั้น มีความต้องการที่จะใช้ท่าเรือน้ำลึกแบบพิเศษ กล่าวคือ อาจจะต้องลึกถึง 20 เมตร หรือมากกว่า เพื่อทำการขนถ่ายสินค้า

      กระนั้นก็ดี ปัญหาของเรือขนาดใหญ่ อาจจะไม่ใช่ที่เรื่องขนาดอย่างเดียวก็เป็นได้ จริงอยู่ในการปฏิบัติแล้ว การขนถ่ายสินค้าคราวละมากๆ จะก่อให้เกิดความประหยัดทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งนั่นก็คือ ค่าขนส่งก็ถูกลง แต่เมื่อพิจารณาจากความเร็วของเรือ ซึ่งใช้เดินทางแล้วล่ะก็เป็นคำถามที่น่าคิดเช่นกัน

      เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า เรือขนาดใหญ่มากๆ นั้น ไม่สามารถเดินทางได้เร็วนัก คำถามที่ตามมาก็คือ และประสิทธิภาพในการเดินทางอยู่ที่ไหน หากเราขนถ่ายสินค้าชนิดหนึ่งแล้วต้องใช้เวลาเดินทางมาก ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งสินค้าลงไปในเรือขนาดกลาง หรือประมาณ 40,000 ตัน และใช้ระยะเวลาเดินทางซึ่งสั้นกว่า อะไรจะเป็นคำตอบของเรื่องดังกล่าว ปัญหาที่ตามมาอีกประการหนึ่งของเรือที่มีขนาดใหญ่นั้น คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของความสิ้นเปลืองพลังงาน เมื่อพิจารณาจากขนาดบรรทุกและความเร็วที่ใช้ จึงไม่เป็นที่สงสัยเลย เรือที่มีขนาดใหญ่มากๆ นั้น ต้องมีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานมากตามเช่นกัน หากพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันแล้วล่ะก็ การที่มีเรือใหญ่มากๆ อาจไม่เป็นผลดี ในแง่ของประสิทธิภาพก็เช่นกัน และที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นคงจะเป็นเรื่องของค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มที่จะลดลงประมาณ 2-3% หรือมากกว่า เนื่องจากการต่อเรือใหม่มีการส่งมอบมากพอต่อความต้องการของตลาด ประกอบกับประเทศจีนเองก็ควบคุมความร้อนแรงของเศรษฐกิจลงของตน ในขณะเดียวกันก็ลดทอนความเข้มแข็งของชมรมเรือจีนโดยใช้มาตราการกำหนดราคา รวมถึงการควบรวมกิจการของบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่ของโลกเช่น Maersk กับ Sealand เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ก็นับเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าระวางเรือปรับลดลงแต่น้อย แต่ค่า bunker surcharge กลับเพิ่มขึ้น ดังนั้นโดยรวมภาระค่าขนส่งจึงมีแนวโน้มที่จะลดลง แต่คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

      ประเด็นถัดมาน่าจะเป็นเรื่องของเรือที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย ตัวอย่างดังเช่น การบังคับใช้กฎข้อบังคับ SOLAS/IAPP ที่มีผลบังคับใช้กับเรือในการควบคุมการปล่อย ก๊าซ CO, NxO, SxO จากเครื่องจักรสู่บรรยากาศ รวมทั้งคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยที่ต้องมีประกาศนียบัตรรับรอง หรือในส่วนของข้อบังคับ Water Ballast Management ซึ่งเป็นเรื่องของการควบคุมการขนถ่ายและระบายน้ำอับเฉาเรือ ที่จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของสิ่งมีชีวิตในน้ำจากแหล่งที่มาต่างถิ่นกันและส่งผลต่อการเสียสมดุลขอลระบบนิเวศน์ ที่จะบังคับใช้ในไม่กี่ปีข้างหน้า 

      และเรื่องที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุด และเกี่ยวข้องกับการขนส่งในตอนนี้ก็คือ เรื่องของการก่อการร้าย ซึ่งอาจจะแฝงตัว และใช้การขนถ่ายทางทะเลเป็นช่องทางเพื่อปฏิบัติการ โดยคาดว่าในอนาคตอาจทำให้การขนส่งสินค้าทางเรือนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการลงทุนด้านตัวเงินที่ทำการปรับปรุงเสริมสร้างความปลอดภัย และการตรวจสอบสินค้าระหว่างการขนถ่าย โดยเฉพาะการขนส่งผ่านทางตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งปัญหานี้ยังไม่ชัดเจนนักในบางประเทศ อาทิ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความปลอดภัยนั้นควรเป็นความรับผิดชอบของใครระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ขาดงบประมาณที่เพียงพอ ในการสนับสนุนด้านการปรับปรุงระบบความปลอดภัยตามท่าเรือต่างๆ แม้กระทั่งประเทศใหญ่ๆ ที่มีปริมาณสินค้าผ่านเข้าออกมากในแต่ละปีก็ตาม ตัวอย่าง ในสหรัฐอเมริกาเองนั้นซึ่งโดยเฉลี่ยมีสินค้าในลักษณะของคอนเทนเนอร์ ผ่านเข้าออกประมาณ 8-10 ล้านตู้ต่อปี แต่มีเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งได้รับการตรวจสอบ ดังนั้นตรงจุดนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเราจะสามารถทำให้การตรวจสินค้าและเรื่องเอกสาร ทำให้เสร็จได้เร็วเพียงใด 

      สำหรับทางประเทศไทยเรานั้น ขณะนี้บนเรือและทางการท่าเรือมีการบังคับใช้ ข้อบังคับ ISPS Code (International Shipboard and Port facility Security system) ซึ่งเป็นระบบการรักษาความปลอดภัยบนเรือและท่าเรือตาม SOLAS Chapter VI/IMO กำหนด โดยระบบนี้บังคับให้เรือและท่าเรือร่วมมือกันในการตรวจสอบและบันทึก เฝ้าระวังภาวะความเสี่ยงที่จะคุกคามต่อความปลอดภัยของเรือและท่าเรือ และในท่าเรือแหลมฉบังเองก็มีการนำระบบ C-TPAT (Customs-trade Partnership Against Terrorism) ที่เกี่ยวเนิ่องกับการตรวจสอบความปลอดภัยมาใช้กับหน่วยงานศุลกากร โดยเฉพาะสินค้าที่มีจุดหายปลายทางไปยังสหรัฐฯ  อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ข้อบังคับ BEST (Bangkok/Laem Chabang Efficient & Secure Trade) ซึ่งก็คือระบบติดตามการเคลื่อนย้ายตู้ ด้วย e-Seal หรือ กฎข้อบังคับ Bio-terrorism Act ที่ควบคุมด้านผลิตภัณฑ์อาหาร คน สัตว์ และ CSI (Container Security Initiative) มาตรการรักษาความปลอดภัยตู้คอนเทนเนอร์ เป็นต้น เพื่อเป็นมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยสินค้าที่ส่งเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา

      ประเด็นต่างๆ ที่ยกมาข้างต้น ทั้งเรื่องอุปสงค์อุปทาน สิ่งแวดล้อม และ ความปลอดภัย ของการขนส่งทางทะเล เป็นผลกระทบที่ไม่ไกลตัวทั้งผู้ส่งออก และผู้ให้บริการทางโลจิสติกส์เลย สิ่งสำคัญคงจะอยู่ที่ว่าจะเป็นผลกระทบทางบวกหรือทางลบ และเราจะสามารถปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ดีเพียงไร

จุดเริ่มต้นของการขนส่งทางทะเล
       การขนส่งสินค้าทางเรือนั้น เป็นกิจกรรมซึ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายผู้คนและสิ่งของ โดยใช้พาหนะ อาทิ เรือโป๊ะ หรือเรือในรูปแบบและขนาดแตกต่างกันผ่านบนพื้นผิวของ ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ และแม่น้ำลำคลอง ซึ่งจุดประสงค์หลักนั้นก็เพื่อตอบสนองความต้องการเพื่อการเดินทางในเชิงของการพาณิชย์ และการทหารเป็นส่วนใหญ่ โดยในยุคอดีตนั้นก็ใช้ลำต้นของต้นไม้มาตัดทำเป็นเรือ หรือใช้ต้นไม้ต่อกันเป็นแพเพื่อข้ามลำน้ำ และต่อมาก็ได้รับการพัฒนาจนเป็นเรือ ตามในแต่ละในยุคสมัยต่างๆ กันที่สามารถขนถ่ายสินค้าไปมาระหว่างลำน้ำ จนถึงในช่วงยุคของการสำรวจบุกเบิก เรือต่างๆ ก็ได้รับการพัฒนาให้ใหญ่ขึ้นจนสามารถเดินทางข้ามทะเล และมหาสมุทรได้ในที่สุดโดยมนุษย์ยุคแรก ยานพาหนะดังกล่าวเหล่านี้ สามารถเคลื่อนที่ไปได้ก็โดยการใช้กำลังของมนุษย์เพื่อทำการพาย และต่อมาได้ประยุกต์ใช้กำลังลมเป็นการทุ่นแรงและผลักดันให้เรือแล่นไป จนถึงเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประมาณศตวรรษที่ 19 ยานพาหนะทางน้ำเหล่านี้ก็ได้พัฒนามาใช้เครื่องจักรกลแทน และอีกครั้งหนึ่งในช่วงของยุคของสงครามโลกทั้งสองครั้ง ซึ่งเครื่องยนต์ของเรือได้รับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงให้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อถึงในยุคปัจจุบัน เครื่องจักรกลต่างๆ ก็ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาใช้น้ำมัน และแม้กระทั่งใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการขับเคลื่อนต่อไป แต่ทั้งนี้ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของการใช้การขนส่งทางทะเลในเชิงพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่