Switch to: uk
27 March 2017 23:04PM

จับตาสามปัจจัยเสี่ยง เศรษฐกิจปี 2556

21 Nov 12 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2556"  เปิดงานสัมมนา  เรื่อง "สแกนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 56 โอกาสและความท้าทายใหม่"

ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ   เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา    ซึ่งมีสาระอันเป็นประโยชน์จึงนำเสนอ ณ ที่นี้อีกครั้ง  

รองผู้ว่าการ ธปท. ได้กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ว่า แบ่งเป็น 2 กลุ่ม  คือกลุ่มที่เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ได้แก่ จีนและสหรัฐฯ และกลุ่มที่ยังคงอ่อนแอคือ ยุโรปและญี่ปุ่น  ดังนั้น อนาคตจีนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดโลกมากขึ้น อีกทั้งกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ยังเติบโต  แต่เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศอุตสาหกรรมหลัก ( G3) หากเศรษฐกิจของ G3 ยังมีแนวโน้มซบเซาต่อไปจึงยากที่จะเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ปีหน้าโต 4.6 %

" เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคส่งออกจะยังได้รับผลกระทบและเป็นความเสี่ยง  จึงคาดหวังการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมเติบโตได้ในอัตรา 4.6% โดยมีปัจจัยหนุนหลักๆ  มาจากรายได้ภาคครัวเรือน การจ้างงาน และความเชื่อมั่นนักลงทุนที่อยู่ในเกณฑ์ดี  

ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ    ส่วนภาครัฐเริ่มมีความชัดเจนเรื่องแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน บวก ภาวะการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย  เห็นได้จากต้นทุนการกู้ยืมที่อยู่ในระดับต่ำ  (พันธบัตรระยะยาว 5-10 ปีที่อยู่ในระดับต่ำ)  ธนาคารพาณิชย์เองมีสภาพคล่องสูงยังมีความพร้อมที่จะปล่อยสินเชื่อ นักลงทุนยังมีความต้องการออกหุ้นกู้ทำให้คาดว่าจะช่วยพยุงกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศให้มีต่อเนื่องและช่วยทดแทนภาคส่งออกได้ส่วนหนึ่ง" นางผ่องเพ็ญ กล่าวตอนหนึ่ง  และกล่าวถึงอัตราเงินเฟ้อว่า แม้ปัจจุบัน อยู่ในระดับต่ำไม่น่ากังวล ( 3.32%) แต่ต้องจับตา 2 ปัจจัยกระทบหลัก   1.การปรับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูง และ 2. การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทั่วประเทศตั้งแต่ต้นปีหน้า ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจในระยะต่อไป

-จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก

รองผู้ว่าการ ธปท. ยังได้กล่าว แม้เศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่ง แต่ยังมีโอกาสไม่เป็นไปตามคาด จาก 3 ปัจจัยเสี่ยง คือ    1. แนวโน้มการฟื้นตัวและพัฒนาการด้านต่างๆ ของเศรษฐกิจโลก ซึ่งขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ระบบการเงิน และหนี้สาธารณะ เช่น แม้ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะชี้ถึงการสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ด้วยการเมืองที่แบ่งเป็น 2 ขั้วความเป็นไปได้ในการต่ออายุมาตรการกระตุ้นทางการคลังของสหรัฐฯ  (Fiscal cliff)ที่จะสิ้นสุดในปลายปี ซึ่งมีผลถึง 3.5% ต่อจีดีพี

" หากไม่สามารถตกลงกันได้ (พรรคเดโมแครตกับริพับลิกัน)   อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในปีหน้า (หดตัว0.3%) หรือหากเลือกต่ออายุมาตรการทั้งหมดหรือบางส่วนออกไป สิ่งที่น่าเป็นกังวลตามมาคือเพดานหนี้สาธารณะที่จะส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ" นางผ่องเพ็ญย้ำ

เธอได้กล่าวถึงเศรษฐกิจจีนว่า แม้เติบโตต่อเนื่อง แต่โอกาสขยายตัวในระดับ 8-9 % เป็นไปได้ยาก เพราะจีนพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น  อยู่มาก คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่า 43 % ของการส่งออกรวม  ที่มีอยู่ประมาณ 30-40 ของรายได้ประชาชาติ (จีเอ็นพี)  ขณะที่ จีนหันมาให้ความสำคัญกับหันมาพึ่งพาการจับจ่ายใช้สอยในประเทศสร้างเสถียรภาพและการกระจายรายได้ระหว่างคนเมืองและชนบทมากขึ้นเพื่อปรับสมดุลของเศรษฐกิจ   ส่วนยุโรปยังไม่มีความชัดเจนกระบวนการแก้ไขปัญหาสะท้อนถึงภาวะถดถอยที่ยังคงเกิดขึ้นในปีหน้า

-เงินทุนจะไม่ไหลเข้าไทยมากนัก

" เงินทุนที่จะไหลเข้ามาสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ คือ ลาตินอเมริกา เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดภูมิภาคเอเชียและไทยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าทั้งการลงทุนตรง และการลงทุนในหลักทรัพย์โดยเฉพาะตราสารหนี้ไทยที่สัดส่วนการลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 10-11% จากเดิมมีสัดส่วนเพียง 3-4% ผลดีคือทำให้ต้นทุนอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในประเทศถูกลงและเป็นโอกาสภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติ" เธอกล่าวตอนหนึ่งและต่อว่า  

" เชื่อว่าในระยะถัดไปเงินทุนต่างชาติจะไม่ไหลเข้ามาในไทยมากนักเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ไม่ได้เติบโตสูงเทียบเท่าช่วงก่อนหน้า อีกทั้งราคาสินทรัพย์ไทยเพิ่มสูงขึ้นจากอัตราส่วนราคาหลักทรัพย์ต่อผลตอบแทน(PE ratio)เดือนตุลาคมขึ้นมาอยู่ที่ 17.5 เท่าสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนซึ่งเคยอยู่ที่ 13.3 เท่า  รวมถึงธปท.ออกมาตรการผ่อนคลายให้ธุรกิจไทยไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น จึงเชื่อว่าผลกระทบต่อค่าเงินบาทจึงไม่น่ารุนแรงเทียบเท่าช่วงปี 2552-2553 ที่แข็งค่าขึ้นกว่า 10% และต่อไปธปท.จะปล่อยให้เงินบาทเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น

ส่วนปัจจับเสี่ยงลำดับที่ 3 ที่รองผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่าต้องจับตาคือ "   การจับจ่ายใช้สอยในประเทศทั้งจากภาคธุรกิจและครัวเรือน ที่จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและการส่งออกยังอ่อนแอ  โดยเฉพาะในระยะต่อไป มาตรการเสริมที่จะมากระตุ้นจากภาครัฐนั้นไม่ควรสะดุดลง รวมทั้งการใช้จ่ายด้านต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นทุนการกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในการช่วยเป็นแรงสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้แม้ไม่หวือหวาร้อนแรง แต่ก็ราบรื่น "

-ไม่มีฟองสบู่ภาคอสังหาฯ

ส่วนภาคอสังหาริมทรัมทรัพย์ นางผ่องเพ็ญ ชี้ว่าจะขยายตัวตามทิศทางเศรษฐกิจที่คงเติบโตต่อเนื่อง  โดยทั้งสินเชื่อและโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยังไม่พบสัญญาณความไม่สมดุลด้านราคาและปริมาณที่อยู่อาศัย  โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้ายังสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงและต้นทุนที่สูงขึ้น สะท้อนกำลังซื้อที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริงมากกว่าการเก็งกำไร ขณะที่ผู้กู้เองมีความสามารถในการชำระหนี้และธนาคารพาณิชย์ไม่ผ่อนมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อโดยให้ความสำคัญต่อคุณภาพสินเชื่ออยู่

นอกจากนี้ ความกังวลต่อการเก็งกำไรในภาคอสังหาฯจากผลกระทบของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณระยะที่ 3 (คิวอี 3) ของสหรัฐฯนั้น แม้เห็นผลไม่ชัด แต่ความแตกต่างจากฮ่องกงและสิงคโปร์ และการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตพบว่า การเคลื่อนไหวของตลาดอสังหาฯ ไม่มีความสัมพันธ์กับการไหลเข้าออกของเงินลงทุนจากต่างประเทศมากนัก

-การดำเนินนโยบายการเงิน

สำหรับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้านั้น ธปท. ยึดหลักการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างรอบคอบและรอบด้าน และคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และการรักษาสมดุลในภาคการเงินควบคู่กันไป ถ้าพิจารณาแล้วพบว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมีเพิ่มขึ้นหรือเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อและเสถียรภาพทางการเงินยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นกังวลนโยบายการเงินก็พร้อมที่จะผ่อนปรนเพิ่มเติม เพื่อช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินได้ต่อไปอย่างราบรื่น ในขณะเดียวกัน หากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีมากขึ้น รวมถึงหากพบสัญญาณความไม่สมดุลเกิดขึ้นในระบบการเงิน ธปท. ก็อาจจะต้องใช้นโยบายการเงินรวมทั้งมาตรการเสริมเพื่อดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว

"ธปท.จะดูแลเศรษฐกิจได้เพียงภาพรวมเท่านั้น แต่ในภาคธุรกิจเอกชนจะต้องดูแลตัวเอง ไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ติดตามข่าวสาร ไม่ควรวางใจ และต้องเตรียมตัวให้พร้อม"นางผ่องเพ็ญฝากการบ้านทิ้งท้ายให้ภาคเอกชน