Switch to: uk
27 March 2017 23:04PM

ลงทุนรัฐอืด เศรษฐกิจปีหน้าอาจสะดุด

12 Nov 12 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0

เมื่อเร็ว ๆนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักได้ทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจไทย ส่วนใหญ่ยังคงตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ที่ 5.0 - 5.5% แต่หั่นเป้าจีดีพีปี2556 อยู่ที่ 4.0-4.6% มองแง่ลบมากหน่อยเห็นเป็นค่าย “เจพีมอร์แกน” คาดเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 2.7%

สาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกเสียส่วนใหญ่ เศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอมีแนวโน้มโตเพียง 2-3% ในปีหน้า ปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปที่ยังฟื้นตัวช้า หรือเศรษฐกิจสหรัฐ ฯแม้จะมีดีขึ้นบ้างแต่การฟื้นตัวยังช้า รวมทั้งเศรษฐกิจใหญ่ในเอเชียจีน และอินเดีย ก็อยู่ในจังหวะชะลอตัว

ตลอดจนความไม่แน่นอนจากปัจจัยเสี่ยงระยะใกล้ จากภาวะหน้าผาการคลังหรือ Fiscal Cliff ที่รอลุ้นว่าสภาคองเกรส (สภาล่างซึ่งนำโดยพรรครีพับลิกัน ,สภาสูงนำโดยเสียงข้างมากอย่างพรรคเดโมแครต )และทำเนียบขาวจะต่อรองขยายเวลามาตรการขึ้นภาษีในมูลค่าราว 6.07 แสนล้านดอลลาร์ และการลดงบประมาณรายได้ของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2556 นี้ ออกไปหรือไม่

หลังจากที่สหรัฐ ฯได้ดำเนินมาตรการลดภาษีใช้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายวาระของประธานาธิบดีบุชเมื่อปี 2551 และกำลังจะสิ้นสุดลงสิ้นปีนี้ เพราะหาไม่แล้วเศรษฐกิจสหรัฐอาจถดถอย กระทบเศรษฐกิจไทยที่มีมูลค่าส่งออกยังสหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วน 10%ของมูลค่าส่งออกรวม
หันมามองปัจจัยในประเทศในที่พอจะแรงดันขับเศรษฐกิจไทยปีหน้า ส่งออกแม้จะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า ส่งออกไทยปีหน้าจะเติบโตที่ 9.6% เทียบกับปีนี้ที่ 3.5% และนำเข้าปี 56 โตที่ 11% จากปีนี้ที่ 5.9% ขณะที่ภาคเอกชน คาดอาจเห็นส่งออกไทยปีหน้าโตที่ 6.5-7.4% เท่านั้น

ที่พอจะเป็นความหวังกอบกู้เศรษฐกิจปีหน้า ก็ดูจะเป็นมาตรการกระปิดกระปอย อาทิการบริโภคครัวเรือนจากเม็ดเงินภาษีสรรพสามิตที่จะคืนให้กับผู้ซื้อรถคันแรกเป็นเงินถึง 4-6 หมื่นล้านบาท งบประมาณขาดดุล 3 แสนล้านบาท และ เม็ดเงินตามพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งตามแผนรัฐจะดำเนินการกู้ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิ.ย. 56

ส่วนการลงทุนของภาครัฐ ที่คาดหวังจะเป็นพระเอกกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า โดยเฉพาะโครงการตามพ.ร.บ. กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 2 ล้านล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2556-2563 ) ในวงเงินกู้เฉลี่ยต่อปีที่ 2.5-3 แสนล้านบาท ยังห่วงกันว่าเอาเข้าจริง รัฐอาจล่าช้าเลื่อนออกไปอีก

นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่. สํานักวิจัย สายนโยบายความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จํากัด (มหาชน) กล่าวว่ามองจากเวลานี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้า ยังมาจากมาตรการคลังตัวเดิม ๆไม่ว่าจะเป็นรถคันแรกที่ยังพอจะมีแรงส่งไปถึงครึ่งแรกของปีหน้า การลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ส่วนใหญ่รับรู้กันอยู่แล้ว

ส่วนการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันในจังหวัดที่เหลือที่จะเริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 56 ยังเป็นห่วงว่าอาจเป็นตัวสร้างปัญหามากกว่าจะเป็นตัวช่วย เพราะอาจทำให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีปิดกิจการอีกจำนวนมากจากภาระต้นทุนที่แบกไม่ไหว ขณะที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่พอจะเป็นความหวังกอบกู้เศรษฐกิจไทยปีหน้าคาดยังไม่เกิด เพราะการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)เงินกู้ดังกล่าวก็ยังไม่มีความคืบหน้า

“น่าห่วงว่าหากเศรษฐกิจโลกปีหน้าเผชิญปัจจัยเสี่ยงเพิ่ม อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว เพราะถึงเวลานี้รัฐบาลยังไม่มีมาตรการใหม่ ๆออกมา เช่นเดียวกับโครงการลงทุนภาครัฐ ที่ต่างชาติจับตามองว่ารัฐบาลไทยจะผลักดันเมื่อไร ที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่น และเม็ดเงินลงทุน ตัวช่วยที่เหลืออยู่คงต้องอาศัยจากนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยต่ำในการพยุงเศรษฐกิจ โดยคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายยังมีโอกาสปรับลงได้อีก 0.50 % ในปีหน้าจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 2.75%”

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 56 ที่ระดับ 4.5% ลดลงจากปี 55 ที่คาดว่าจะโต 5.4% จากปัจจัยบวกภายในประเทศ อาทิการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย, งบประมาณขาดดุล 3 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท รวมถึงการที่รัฐบาลยังมุ่งเน้นนโยบายเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพให้ประชาชน ส่วนภาคส่งออกปี 56 คาดจะขยายเพียง 7.4% จากปีนี้ที่คาดจะโตที่ 3.5% โดยที่นำเข้าปีหน้าโตที่ 10.1%

แต่ทั้งนี้การเติบโตเศรษฐกิจปี 56 ที่ระดับ 4.5% ได้ดหรือไม่ ยังอยู่บนสมมติฐานว่าโครงการการลงทุนภาครัฐ จะต้องเริ่มการประมูลจัดซื้อจัดจ้างอย่างช้าภายในเดือน ก.ค.56

“หากในช่วงครึ่งปีแรกยังไม่มีการตอกเสาเข็มทั้งในเรื่องโครงข่าย 3 จี, เรื่องระบบรถราง ,โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โอกาสที่จะคาดหวังว่าจะเศรษฐกิจโตระดับ 4.5% เราอาจไม่เห็น”

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธปท. ประเมินว่าภาคการลงทุนภาคเอกชนปีหน้ายังมีดี เนื่องจากธุรกิจยังมีความเชื่อมั่นและมีแนวโนŒมที่จะเดินหนŒาลงทุนตามแผนการลงทุนระยะยาว ประกอบกับความต้องการลงทุนในไทยยังมีต่‹อเนื่อง สะท้อนจากความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและมูลค่‹าการขอรับการส‹งเสริมการลงทุนที่ยังอยู‹ในระดับสูง โดยโครงการลงทุนภาคเอกชนที่จะเริ่มได้ในปีหน้า อาทิโครงการโครงข‹าย 3จี

อย่างไรก็ตามการลงทุนของภาครัฐบางส‹วนยังขาดความชัดเจนและล่าช้า โดยเฉพาะการลงทุนในส‹วนของแผนการบริหารจัดการน้ำและการลงทุนในโครงสรŒางพื้นฐานลงทุนภาคเอกชน โดยธปท.ประเมินการเติบโตการลงทุนภาคเอกชนปีหน้าจะโตที่ 6.8% จากปีนี้ที่12.4% และคาดว่าการลงทุนภาครัฐหากเป็นไปตามแผนในปีหน้าจะขยายตัวได้ถึง 21.7% จากปีนี้ที่ 6.3%

ประมวลจากกูรูนักเศรษฐศาสตร์ –ธปท. ข้างต้น เศรษฐไทยปีหน้า จะขับเคลื่อนในอัตราการโตเฉลี่ย 4-4.5 % หรือไม่ขึ้นอยู่กับการเร่งลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเป็นสำคัญ ที่อาจต้องประเมินเผื่อในทาง Worst-Case Scenario เตรียมความพร้อมกับความไม่แน่นอนปัจจัยเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าเป็นอีกปีที่อาจไม่สดใสนัก