Switch to: uk
27 March 2017 23:03PM

กว่างซีกับเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางยางพารา - ก้าวย่างที่ไทยมีลุ้น?

03 Sep 12 ,  thaibizchina.com
  • 0

“ยางพารา” ถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจและสินค้าเทกอง (Bulk) ที่สำคัญของโลก

ช่วง 2-3 ปีมานี้ ปริมาณการบริโภคยางพาราของจีนแซงหน้าสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ทำให้จีนกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าและประเทศที่ใช้ยางพารามากที่สุดในโลก

ในปีหนึ่งๆ จีนต้องการใช้ยางพารามากกว่า 3 ล้านตัน แถมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นการนำเข้ามากกว่าปีละ 2.15 ล้านตัน เพราะผลิตเองได้เพียง 9 แสนตันเท่านั้น โดยปลูกมากในแถบมณฑลไห่หนาน ยูนนาน ฝูเจี้ยน กวางตุ้ง และกว่างซี

การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในจีนและในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กอปรกับการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมตัดทางสร้างถนนเชื่อมโยงมณฑล เป็นปัจจัยส่งให้มีความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพื่อการแปรรูปเป็นยางล้อรถยนต์และยางคอสะพานของถนนที่สร้างใหม่พุ่งขึ้นทุกปี

ในช่วงต้นของบทความนี้ เราจะพาท่านไปดูความทะเยอทะยานของกว่างซีในการวางตำแหน่งให้ตนเองเป็น “ศูนย์กลางยางพาราของจีน” โดยอาศัยนโยบายการเป็น “ประตูสู่อาเซียนของจีน”

แล้วปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นว่า แล้วนักธุรกิจไทยหล่ะ มีโอกาสแค่ไหนที่จะขอเอี่ยวในการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพาราของไทย หากเป้าหมายนั้นของกว่างซีเป็นจริง

จุดนำเข้ายางพาราทางบกของจีน – บทบาทที่ได้มาเพราะทำเลที่ตั้งของ “ตงซิง”

ปัจจุบัน จีนนำเข้ายางพาราผ่านด่านหลักๆ อยู่ 3-4 แห่ง เพื่อกระจายสู่พื้นที่อันกว้างใหญ่ทั่วประเทศ คือ ด่านตงซิงของกว่างซี (เมืองฝางเฉิงก่าง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง) เขตท่าเรือสินค้าทัณฑ์บนเมืองชิงต่าว (Qingdao Free Trade Port of China)ของมณฑลซางตง ท่าเรือของมหานคร เซี่ยงไฮ้ และท่าเรือของมณฑลกวางตุ้ง

ด้วยความที่มีพื้นที่ติดกับเวียดนาม ด่านตงซิง จึงเป็นด่านนำเข้ายางพาราทางบกที่ใหญ่สุดของจีน โดยมียางพาราผ่านด่านถึงปีละ 4-5 แสนตัน ซึ่งถือเป็นสินค้าเทกอง (Bulk) ที่มีปริมาณการนำเข้ามากที่สุดของด่านแห่งนี้

อย่างไรก็ดี การนำเข้ายางพาราทางด่านตงซิงยังคงมีลักษณะเด่นที่ฝ่ายจีนเองอยากแก้ไข 2 ประการ

หนึ่ง ปริมาณยาง 4-5 แสนตันที่นำเข้าทั้งหมด เป็นการนำเข้าจากเวียดนามเพียงประเทศเดียว

สอง ตงซิง(ยัง) เป็นเพียงแค่ “ทางผ่าน” ของยางพาราดิบเท่านั้น กล่าวคือ ตงซิงและบริเวณใกล้เคียงยังไม่มีอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา ไม่เหมือนในพื้นที่อื่นๆ รวมถึงเมืองกุ้ยหลินของกว่างซี “ฐานการผลิตยางล้อรถยนต์” ที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่จีนตอนใต้ ซึ่งเมื่อมีการแปรรูปยางพาราเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปหรือสินค้าสำเร็จรูปแล้ว สินค้าเหล่านั้นก็จะถูกส่งไปขายต่อยังมณฑลกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน พื้นที่จีนตอนใน หรือส่งกลับไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน

 

การที่ตงซิงเป็นจุดนำเข้ายางพาราจำนวนมาก หลายฝ่ายจึงมีความคิดอยากจะผลักดันให้ ตงซิงเป็นเมืองอุตสาหกรรมยางพารา รวมถึงกลุ่มนักวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเขตฯ กว่างซีจ้วง (Guangxi Market Economics Society, 广西市场经济研究会) ซึ่งได้เป็นแกนนำในการลงพื้นที่ เพื่อศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของตงซิง

จากผลการสำรวจในเบื้องต้น พบว่า ปัจจุบัน ตงซิงเป็นตลาดยางพาราขั้นปฐมภูมิที่เป็นที่รู้จักของบริษัทต่างๆ ในประเทศจีน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีการนำเข้าด่านค้าชายแดน แต่โรงงานแปรรูปยางพาราในเมืองตงซิงยังมีจำนวนน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นการแปรรูปขั้นต้น

....พูดง่ายๆ ก็คือ ตงซิงยังขาดแคลนผู้แปรรูปยางพาราที่มีศักยภาพในการแข่งขัน....

การหาวิธีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพารานำเข้าของเมืองตงซิง และการขยายศักยภาพการผลิตในอุตสาหกรรมดังกล่าว เป็นโจทย์ที่หลายๆฝ่ายอยากผลักดัน เพื่อต้องการทำให้ตงซิงเป็นฐานการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา

ที่มา : www.oknation.com

งซิงกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา วามคิดหลากหลายที่รอการ กผลึก

จุด อ่อนของธุรกิจยางพาราในเมืองตงซิงคือ ธุรกิจมีขนาดเล็ก กระจัดกระจาย ขาดระเบียบ ไร้ทิศทาง มีการลักลอบนำเข้าค่อนข้างมาก ไม่มีตลาดกลาง และขาดนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง

ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้ปฏิรูประบบธุรกิจยางพาราในตงซิง โดยการนำรูปแบบการบริหารจัดการของเมืองชิงต่าว และนครเซี่ยงไฮ้มาใช้เป็น “ต้นแบบ” เพื่อพัฒนาบทบาทของตงซิงให้กลายเป็นตลาดยางพารา เปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเข้าให้มีความหลากหลาย

...พูดง่ายๆ ก็คือ หลีกเลี่ยงการนำเข้าจากเวียดนามเพียงแหล่งเดียว...

แต่ ในการวางเป้าหมายว่า ตงซิงควรจะพัฒนาบทบาทในเรื่องยางพาราของตัวเองต่อไปอย่างไร นั้น นักวิชาการยังคงเสียงแตกครับว่า ควรทำให้ตงซิงเป็นอะไร

ปรากฏการณ์นี้ ภาษาจีนแต้จิ๋ว เรียกว่า ซานั้ง ซีแส่ แปลว่า สามคน สี่ความคิด!!! 

พวกแรก เสนอแนะให้สร้างตงซิงเป็น “เวทีการค้ายางพารา” ซึ่ง ในปัจจุบัน ผู้นำเข้ายางพาราส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ผู้ประกอบการชาวตงซิง (หรือแม้กระทั่งชาวกว่างซีเองก็มีไม่มาก) อยู่แล้ว แต่เป็นนักธุรกิจต่างเมืองต่างมณฑลเสียมากกว่า

พวกที่สอง สนับสนุนการสร้าง “นิคมอุตสาหกรรมยางพารา” เพื่อขยายห่วงโซ่อุตสาหกรรมยางพาราเป็นหลัก

พวกที่สาม เห็นว่า การสร้างให้ตงซิงเป็นนิคมโลจิสติกส์ยางพาราน่าจะเหมาะสมกว่า การสร้างนิคมอุตสาหกรรมยางพารา เพราะการสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ใดที่หนึ่ง สถานที่แห่งนั้นจำเป็นต้องมีพื้นฐานอุตสาหกรรมอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในเมืองตงซิงอยู่ในสภาพล้าหลัง

ขณะที่อีกพวกหนึ่ง แย้งว่า ไม่เห็นจะต้องไปทงไปทำนิคมโลจิสตกโลจิสติกส์อะไรเลยเพราะทุกวันนี้ ตงซิงก็เป็นทางผ่านของยางพาราอยู่แล้ว และทุกอย่างก็เดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าความเห็นจะหลากหลายเพียงใด แต่ดูเหมือนเสียงส่วนใหญ่จะโน้มเอียงไปที่การสร้าง “ตลาดซื้อขายยางพาราระหว่างประเทศ” เสีย มากกว่า เพราะสอดคล้องกับสภาพทั่วไปของเมืองตงซิง ซึ่งการสร้างตลาดดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า ตลาดจะต้องมีฟังก์ชั่นพร้อมด้านสินค้าทัณฑ์บน การแปรรูป คลังสินค้า ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตลาดการค้าอิเล็กทรอนิกส์

 

 

 

 

ที่มา : www.oknation.com

ครหนานหนิง เมืองเอกของกว่างซี กับบทบาทของ าอยู่ ตัวจริง

แม้ จะมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง และปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้การสร้างตลาดซื้อขายยางพารานานาชาติในตงซิงมีความได้เปรียบกว่าการ สร้างในเมืองอื่นๆ ของกว่างซี รวมถึงนครหนานหนิง เมืองเอก ซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือ (ฝางเฉิงก่าง) และด่านทางบก (ด่านตงซิง) ที่นำเข้ายางพาราในระยะทางที่ไกลกว่าเมืองตงซิง อันเป็นผลให้มีต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่า

แต่!!! ในงานประชุมความร่วมมืออุตสาหกรรมยางพาราไทย-จีน ครั้งที่ 1” (China-Thailand Rubber Industry Co-operation Forum) ซึ่งจัดขึ้นคู่ขนานกับมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนตุลาคมปี 2554 องค์การเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Industrial Developments Organization: UNIDO) ได้ร่วมมือกับเทศบาลนครหนานหนิง ชิงลงมือโปรโมทโครงการจัดตั้ง “ตลาดซื้อขายยางพารานานาชาตินครหนานหนิง” ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท

ตามแผนงาน ตลาดดังกล่าวจะเป็นพื้นที่ที่พร้อมด้วยฟังก์ชั่นด้านการค้ากับโลจิสติกส์ การแปรรูป การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ บนพื้นที่กว่า 3.1 แสนไร่ แบ่งเป็นโซนการค้ากับโลจิสติกส์ 83,300 ไร่ โซนการผลิตและแปรรูป 18,750 ไร่ และโซนคลังสินค้า 41,600 ไร่

การก่อตั้งตลาดดังกล่าว จะช่วยเติมเต็มบทบาทของกว่างซีในฐานะตลาดซื้อขายยางพาราภายในของจีนและจุด แข็งด้านที่ตั้งและการขนส่งที่อยู่ใกล้กับประเทศผู้ผลิตยางพาราหลักของอา เซียน

ทำไมต้อง หนานหนิง”???

......
เพราะการเป็นเมืองเอก ของเขตฯ กว่างซีจ้วง มีความพร้อมด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของมณฑล (สัดส่วน GDP เกือบ ร้อยละ 24 ของกว่างซี) มีอุตสาหกรรมพื้นฐานรองรับ และตั้งอยู่ติดเมืองหลิ่วโจวซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของ จีน คงพอเป็นเหตุผลคร่าวๆ ที่หนานหนิงได้รับการคัดเลือกเป็นที่ตั้งของตลาดยางพารานานาชาติ....

 

 

http://auto.hexun.com/

อกาสของทยในการ แบ่งเค้ก (จากเวียดนาม) ในลาดยางพาราว่างซี

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โครง สร้างสินค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศผู้ผลิตยักษ์ ใหญ่ (ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย) มีความชัดเจนอยู่ในตัวเอง กล่าวคือ ไทยจะเน้นส่งออกน้ำยางข้น และยางแผ่นรมควัน ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซีย ไม่ได้เน้นการส่งออกผลิตภัณฑ์นี้

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2543) ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรอันดับหนึ่งระหว่างจีน-ไทย โดยส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ขั้นปฐมภูมิ (ไม่แปรรูป) เป็นหลัก 

กว่าร้อยละ 70 ของน้ำยาง ธรรมชาติที่ไทยส่งออก เป็นการส่งออกมายังจีน ทั้งนี้ เหตุที่ไทยไม่ส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารามากเท่าใดนัก เป็นเพราะอุตสาหกรรมยางพาราไทยยังขาดศักยภาพการด้านการแปรรูป มีขนาดเล็ก และขาดห่วงโซ่อุตสาหกรรม

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ในปี 2555 จีนยังคงต้องการนำเข้ายางพาราเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์

จากสถิติของทางการจีน จีนนำเข้ายางพาราจากเวียดนามเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะผ่านด่านตงซิง ซึ่งยางพาราเวียดนามมีความได้เปรียบยางพาราจากไทยในเรื่องทำเลที่ตึั้ง และภาษีจากนโยบายการค้าชายแดนที่จีนมีให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติด กัน (แม้ผลิตภัณฑ์ยางพาราจะไม่ใช่ “สินค้าในชีวิตประจำวัน” ที่จะได้รับสิทธิจากนโยบายการค้าชายแดนก็ตาม)

ภายใต้นโยบายการค้าชายแดนดังกล่าว ผู้ที่นำเข้าได้สิทธิ์ชำระ “ภาษีบำรุงท้องถิ่น” (ประมาณร้อยละ 5) แทนการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 13 สำหรับสินค้าไม่แปรรูป (จุ๊จุ๊!! จากการบอกเล่าของผู้ประกอบการ อัตราและฐานภาษีขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่เป็นหลัก)

การมีต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย ทำให้ยางพาราเวียดนามเริ่มเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น

ในเรื่องนี้ มีข่าวคราวตามหน้าสื่อว่า เวียดนามกำลังถูกจับตามองว่าจะแซงมาเลเซียขึ้นเป็นผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 3 ของโลก เนื่องจากปัจจุบัน เวียดนามมีผลผลิตปีละประมาณ 8 แสนตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการที่รัฐบาลเวียดนามให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง

หันกลับมามองสถานการณ์การค้ายางพาราระหว่างไทยกับจีน ผ่านกว่างซีกันบ้าง แนวโน้มการนำเข้ายางพาราไทยผ่านด่านต่างๆ ในเขตฯ กว่างซีจ้วง (ด่านท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง และด่านทางบกเมืองตงซิง) ส่งสัญญาณเชิงลบ ตัวเลขการนำเข้ายางจากไทยมีการชะลอตัวลงทั้งในแง่ชนิด ปริมาณ และมูลค่า

จากสถิติ เมื่อปี 52 ด่านของกว่างซี นำเข้ายางแผ่นรมควัน ยางคอมพาวน์ และผลิตภัณฑ์จากยาง) น้ำหนักเกือบ 6,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 53 ยอดดังกล่าว กลายเป็น “ศูนย์” จนมาในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ เริ่มมีการนำเข้ายางแผ่นรม (รายการเดียว) 600 ตัน มูลค่า 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ถึงแม้ตงซิงมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งติดอาเซียน (ผ่านเวียดนาม) และใช้เวลาการขนส่งจากภาคอีสานไทย เพียง 2-3 วันเท่านั้น แต่การขนส่งทางบกก็มีต้นทุนสูงกว่าเรือกว่าเท่าตัว อีกทั้ง ยางพาราเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องแข่งกับเวลา ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกใช้การขนส่งทางเรือมากกว่าทางบก หรือหากเลือกขนส่งทางบกก็ต้องคำนึงว่ามีสินค้าขาล่องเป็นตัวแปรหลัก เพื่อถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง

จากข้อมูลของผู้ประกอบการ อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การนำเข้ายางพาราไทยทางกว่างซี ไม่ได้รับความนิยม คือ ด่านต่างๆ ของกว่างซีมีระดับความเป็นสากล (International) และระดับความเชี่ยวชาญ (Professional) ด้านพิธีการศุลกากรน้อยกว่าด่านของกวางตุ้ง ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนสูงกว่า อันทำให้การขนส่งผ่านด่านกว่างซีเข้าทำนอง “ลุ้นไม่ขึ้น”

อย่างไรก็ดี หากแล้วเสร็จ “ตลาดซื้อขายยางพารานานาชาติในนครหนานหนิง” น่าจะทำให้กว่างซี มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรมยางพารา รวมถึงการเป็นจุดกระจายสินค้าไปสู่พื้นที่อื่นๆ ของจีน

พูดง่ายๆ คือ ตลาดซื้อขายยางพารานานาชาตินครหนานหนิง ถือเป็นโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย

แต่อย่าลืมว่า อกาสย่อมมาพร้อมกับความสี่ยง ผู้ ลงทุน โดยเฉพาะทุนต่างชาติจำเป็นต้องศึกษากฎระเบียบ (ที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย) ให้ละเอียดรอบคอบ และหากจะเลือกคู่ค้าในจีน ก็ต้องพิถีพิถัน

ย้ำกันอีกสักครั้ง การทำธุรกิจในจีน ไม่ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก แต่ก็ไม่ได้ยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรครับ



เขียนโดย : KS@NNG และนายกฤษณะ สุกันตพงศ์ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง