Switch to: uk
27 March 2017 23:03PM

เศรษฐกิจจีน (ยังคง) สบายดี

20 Jul 12 ,  ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น
  • 0

ภายในปี 2012  เศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตต่อไป  ทั้งด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้นำจีนรุ่นที่ 4 ที่ต้องการฝากผลงานและลาจากตำแหน่งอย่างดูดีและสวยงาม รวมทั้งมาตรการหลากหลายที่รัฐบาลจีนทยอยนำมาใช้รักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

คำถามยอดฮิตของบรรดาสื่อไทยที่ขอนัดสัมภาษณ์ดิฉันในช่วงนี้ รวมไปถึงนักธุรกิจเอกชน ข้าราชการและแวดวงวิชาการที่ดิฉันได้ไปพบเจอ ก็จะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะส่งผลกระทบต่อจีนมากแค่ไหน ไปจนถึงคำถามสุดกู่ที่ว่า เศรษฐกิจจีนจะเกิดวิกฤตตามไปด้วยหรือไม่ จึงจะขอตอบชัดๆ แบบฟันธงผ่านคอลัมน์นี้ไปเลยว่า  ณ ขณะนี้ เศรษฐกิจจีน (ยังคง) สบายดี แม้จะมีสัญญาณชะลอตัวและเริ่มเติบโตช้าลงจากที่เคยสูงพุ่งพรวด แต่ขอย้ำว่า มิได้เป็นการ “ถดถอย” ทางเศรษฐกิจนะคะ

 

เมื่อเดือนที่แล้ว ดิฉันได้รับเชิญให้เดินทางไปเมืองกุ้ยหลินของจีนเพื่อบรรยายเรื่อง AEC ให้กับศูนย์ Think-Tank ในสังกัดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำกวางสี ในฐานะเป็น Senior Consultant ของศูนย์ฯ  ทำให้มีโอกาสพบเจอพรรคพวกผู้เชี่ยวชาญจีนหลายคน ดิฉันก็เลยยิงคำถามทำนองเดียวกันนี้ และขอให้ฝ่ายจีนช่วยวิเคราะห์แนวโน้มด้วย  ซึ่งคำตอบที่ได้รับฟังมาน่าสนใจมาก จึงจะขอนำมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์วันนี้ค่ะ

 

ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่า  ปีนี้สำคัญอย่างไรสำหรับผู้นำจีนและแวดวงการเมืองจีน  คงจะไม่ใช่เพียงแค่การเป็นปีมังกรนะคะ แต่ปลายปีนี้จะมีการเปลี่ยนถ่ายส่งต่ออำนาจทางการเมืองจากผู้นำรุ่นที่ 4 ไปเป็นรุ่นที่ 5 หรือจะเรียกว่า “จีนผลัดแผ่นดิน” ก็ได้  เรื่องนี้สำคัญมาก  พรรคพวกในจีนได้ให้ข้อสังเกตว่า “ยังไงเสีย ผู้นำจีนและรัฐบาลจีนชุดนี้คงจะไม่ยอมลงจากตำแหน่งไปด้วยภาพลักษณ์ด้านลบแบบ “จบไม่สวย” อย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้ พวกเขาได้สร้างผลงานไว้มากแล้ว ก็ย่อมจะต้องผลักดันเศรษฐกิจจีนอย่างสุดฤทธิ์เพื่อให้ยังคงดูดีต่อไป และเพื่อที่จะฝากจารึกผลงานที่น่าจดจำไว้ก่อนลาจาก”  และผู้เชี่ยวชาญจีนที่คุยด้วยยังได้ฝากประโยคเด็ดทิ้งท้ายว่า “ประเทศนี้ อำนาจพรรคฯ นำเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้  ประเทศจีนยังมีจุดเด่นของการมีมาตรการและเครื่องมือที่หลากหลายในการนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เติบโตต่อไป ซึ่งระบบการเมืองและกลไกต่างๆของรัฐบาลจีน เอื้อให้สามารถ “สั่งการได้จริง” ด้วยค่ะ

 

สำหรับตัวอย่างมาตรการที่รัฐบาลจีนนำมาใช้ในรอบนี้   เช่น มาตรการกระตุ้นตัว C หรือ consumption  เร่งการบริโภคในประเทศ  ที่น่าสนใจ คือ การอุดหนุนการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานโดยรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุน 100-400 หยวนต่อคนต่อชิ้นในการซื้อเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์จอแบน ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องทำความร้อนด้วยน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น

 

ส่วนมาตรการกระตุ้นตัว I หรือ investment เพื่อผลักดันการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนก็มีหลากหลายเครื่องมือ  ทั้งการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ และการลดสัดส่วนเงินสำรองเงินฝากธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้มีเม็ดเงินออกมาปล่อยเงินกู้ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

 

ที่ไม่พลาด คือ  การกระตุ้นตัว G หรือ Government Spending โดยการทุ่มเทงบประมาณเร่งการใช้จ่ายของรัฐบาล  เช่น  การเร่งอนุมัติโครงการขนาดใหญ่  โครงการพลังงานสะอาด  พร้อมๆ ไปกับการลดตัว T หรือ Tax เช่น การลดภาษีการบริโภค (consumption tax) สำหรับสินค้าหลายรายการและการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย  เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศลดกระแสการออกไปช้อปปิ้งสินค้าหรูในต่างประเทศ

 

ที่น่าสนใจเช่นกัน คือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 20 ( จากอัตราปกติร้อยละ 25) สำหรับธุรกิจ SMEs ในจีนที่มีกำไรน้อยและมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข เช่น กรณีเป็นผู้ผลิต SMEs ต้องมีจำนวนพนักงานไม่ถึง 100 คน ทรัพย์สินไม่ถึง 30 ล้านหยวน ภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายต่อปี มีมูลค่าต่ำกว่า 300,000 หยวน หรือกรณีเป็นกิจการ SMEs ประเภทอื่น จะต้องมีพนักงานไม่ถึง 80 คน และมีทรัพย์สินไม่เกิน  10 ล้านหยวน เป็นต้น

 

ทั้งนี้  มีรายงานว่า  เม็ดเงินที่รัฐบาลจีนค่อยๆ ทยอยออกมาใช้อัดฉีดเพื่อพยุงและรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านหยวน

 

สำหรับประเด็นวิกฤตยุโรปจะกระทบเศรษฐกิจจีนมากเพียงใด ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า กลุ่มสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของจีน และมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20.1 ของการส่งออกทั้งหมดของจีน ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปที่ท่าทางจะลากยาวไปอีกนานและทำให้กำลังซื้อในยุโรปลดลงย่อมจะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกของจีนไปสหภาพยุโรปต้องลดลงตามไปด้วย มีรายงานตัวเลข 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า การส่งออกของจีนไปกลุ่มสหภาพยุโรปลดลงร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้มูลค่าการค้ารวมกับจีนลดเหลือ 163,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยเปรียบเทียบแล้ว ประเทศสหรัฐฯ จึงขยับขึ้นมา (แทนที่สหภาพยุโรป) ในการเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของจีนด้วยมูลค่าแซงหน้าแบบเฉียดฉิว คือ 165,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อย่างไรก็ดี จีนได้ใช้วิกฤตเป็นโอกาส  โดยการหาประโยชน์จากวิกฤตยุโรปในครั้งนี้ด้วยการหันไปเน้นออกไปลงทุนในยุโรปมากขึ้น กลุ่มทุนจีนทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนขนาดใหญ่ได้ฉกฉวยโอกาสในการออกไปขยายการลงทุนกว้านซื้อและช้อปปิ้งโรงงานราคาถูกในยุโรป รวมไปถึงการเข้าไปควบรวมกิจการต่างๆ ในยุโรปหลายประเทศ  จึงช่างเป็นจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะและสอดคล้องกับนโยบาย “เดินออกไป” (Zou Chu Qu) หรือ  going global policy ของรัฐบาลจีนที่ต้องการส่งเสริมให้มีการออกไปสร้างอาณาจักรของทุนจีนในต่างประเทศ ทำให้ตอนนี้ จีนขยับขึ้นเป็นนักลงทุน FDI  ต่างชาติมากติดอันดับ 5 ของโลกไปแล้วค่ะ

นอกจากนี้  จีนมิได้ส่งออกหรือพึ่งพาเพียงแค่ตลาดยุโรปเท่านั้น แต่มังกรจีนได้มีตลาดส่งออกที่หลากหลาย โดยเฉพาะการหันมาเน้นตลาดอาเซียน จนสามารถกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียน และอาเซียนเองก็ขยับขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนด้วยค่ะ

 

โดยสรุป  ดิฉันค่อนข้างเชื่อมั่นและเชื่อมือรัฐบาลจีนว่า น่าจะ “เอาอยู่” และรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปในรอบนี้ได้  อย่างน้อยภายในปี 2012  เศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตต่อไป ทั้งด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้นำจีนรุ่นที่ 4 ที่ต้องการฝากผลงานและลาจากตำแหน่งอย่างดูดีและสวยงาม รวมทั้งมาตรการหลากหลายที่รัฐบาลจีนทยอยนำมาใช้รักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้จะไม่โตแบบพุ่งพรวดเหมือนในอดีต และคาดว่าน่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7.5  ซึ่งจะสอดคล้องกับตัวเลขเป้าหมายที่รัฐบาลจีนตั้งใจไว้แต่เดิมโดยระบุในแผนพัฒน์ฯ ฉบับ 12 ของจีน (2011-2015)  ที่จะหันมาเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาภาคต่างประเทศ และจะย่างก้าวเดินเติบโตอย่างมีคุณภาพ มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีตค่ะ

 

ดัชนีสำคัญเศรษฐกิจจีน ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2012

ดัชนีสำคัญ

ปี 2011

ครึ่งปีแรก 2012 (มค.-มิย)

มูลค่า

อัตราเติบโต (%)

มูลค่า

อัตราเติบโต (%)

จีดีพี GDP (พันล้านหยวน)

47,156.4

9.2 1

22,709.8

7.8 1

รายได้เฉลี่ยชาวจีนในเขตเมือง (หยวน)

21,810

8.4 1

12,509

9.7 1

รายได้เฉลี่ยชาวจีนในเขตชนบท (หยวน)

6,977

11.4 1

4,303

12.4 1

การลงทุนสินทรัพย์คงที่ 2 (พันล้านหยวน)

30,193.3

23.8

15,071.0

20.4

ยอดขายปลีกสินค้าบริโภค (พันล้านหยวน)

18,391.9

17.1

9,822.2

14.4

ดัชนี Consumer Price Index :CPI

 

5.4

 

3.3

การส่งออก  (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

1,898.6

20.3

954.4

9.2

การนำเข้า  (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

1,743.5

24.9

885.5

6.7

ดุลการค้า  (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

+155.1

 

68.9

 

การลงทุนจากต่างชาติ FDI ที่ใช้จริง(พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

116.0

9.7

47.1 3

-1.9

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ  (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

3,181.1

11.7

3,240

1.3

 

ที่มา  :  สำนักงาน National Bureau of Statistics กระทรวง Ministry of Commerce และสำนักงาน General Administration of Customs

 

หมายเหตุ :  1 อัตรา Real growth    2Urban investments in fixed assets   3 Jan-May 2012