Switch to: uk
27 March 2017 23:04PM

ปริศนาจีน... กฎหมายห่วย แต่เศรษฐกิจยังโต

12 Jul 12 ,  **อ. อาร์ม ตั้งนิรันดร
  • 0

นักกฎหมายมักเชื่อกันว่ากฎหมายและการพัฒนาเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เศรษฐกิจจะเติบโตและแข็งแกร่งได้ ก็ด้วยมีโครงสร้างกฎหมายที่ดี เช่น มีระบบกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน มีระบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ดี มีศาลที่เป็นอิสระ... เพื่อช่วยส่งเสริมให้ตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างแรงจูงใจให้มีการแข่งขันและสร้างนวัตกรรมใหม่ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ

 

แต่เมื่อจีนเริ่มต้นปฏิรูปเศรษฐกิจนั้น จีนแทบจะ “ไม่มี” ระบบกฎหมาย (ตามมาตรฐานตะวันตก) เสียเลยด้วยซ้ำ... ระบบกรรมสิทธิ์ก็ไม่ชัดเจน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องปกติ  ศาลก็อยู่ใต้อาณัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฯลฯ หากเศรษฐกิจจีนแทนที่จะถอยหลังลงคลองตามทฤษฎี กลับโตวันโตคืน GDP ของจีนโตปีละกว่า 10 เปอร์เช็นต์ ต่อเนื่องมา 30 ปี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศอื่นใด (ไม่ว่าประเทศนั้นๆ จะเขียนกฎหมายได้เหมือนประเทศตะวันตกเพียงใดก็ตาม)

 

เพื่อจะไขปริศนาอันชวนฉงนนี้ ก่อนอื่นต้องถามว่า เศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร (แน่นอนไม่มีใครตอบว่าจีนเติบโตขึ้นมาได้เพราะกฎหมายดี) แต่มักจะตอบกันว่า มังกรทะยานได้เพราะเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจวางแผน (Planned Economy) ที่ทุกอย่างเป็นของรัฐและที่รัฐสั่งการ มาเป็นระบบเศรษฐกิจตลาด (Market Economy)... หรือไม่ก็มักบอกว่ามังกรขยับเพราะคนจีนขยัน (ดูตัวอย่างคนจีนในไทย จากเสื่อผืนหมอนใบกลับเป็นเศรษฐีกันได้มากมาย)

 

คำอธิบายข้างต้นถึงแม้มีเหตุมีผล แต่ก็ไม่ครบถ้วน... ลองคิดดู ในช่วงราชวงศ์ชิงตอนปลายจนถึงยุคของพรรคก๊กมินตั๋ง เหตุใดจีนจึงไม่เจริญ ในเมื่อช่วงนั้นจีนก็ได้ใช้ระบบเศรษฐกิจตลาด แล้วคนจีนยุคนั้นก็ขยันขันแข็งไม่แพ้ในปัจจุบัน แต่เศรษฐกิจจีนเวลานั้นกลับวนอยู่ในอ่าง

 

ดังนั้น จึงต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า จีนสมัยใหม่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจได้ เพราะจีนเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจในยุคที่โลก (ย้ำ “โลก” ไม่ใช่ “จีน” ) มีเทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้า และในยุคที่โลกทั้งใบมีการค้าเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกัน จีนผลิตของได้เยอะ โดยอาศัยต่างชาติที่นำเทคโนโลยีการผลิตเข้ามา “ลงทุน” ในจีน จนจีนกลายเป็น “โรงงานโลก” นอกจากนั้น จีนยังโชคดีอีกชั้น เพราะไม่ต้องพยายามขายของที่ผลิตได้ให้คนจีนภายในประเทศที่ส่วนใหญ่ยังยากจน แต่สามารถขายให้กับชนชั้นกลางในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป กล่าวโดยสรุป จีนเติบโตขึ้นมาได้ด้วยการส่งออก (Export-oriented) ซึ่งแตกต่างจากประสบการณ์ของสหรัฐฯ และอังกฤษ ที่เติบโตขึ้นมาได้จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองการบริโภค “ภายใน” ประเทศ

 

แต่ปริศนาก็ยังไม่คลี่คลาย เพราะทำไมอินเดีย รัสเซีย รวมทั้งไทยเอง ที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ระบบการค้าและเทคโนโลยีของโลกสมัยใหม่เช่นเดียวกัน (ทั้งประเทศเหล่านี้ยังมีระบบกฎหมายที่ดีกว่าจีนด้วย) กลับไม่อาจประสบความสำเร็จเช่นจีน


คำตอบคือ จีนได้ดี ก็เพราะได้ “เคราะห์ร้าย” มาก่อนอย่างหนักหนาสาหัส ช่วงก่อนที่จะเปิดและปฏิรูป  จีนใช้นโยบาย “ก้าวกระโดดไกล” ที่เร่งผลิตเหล็กและปฏิวัติอุตสาหกรรม ด้วยการวางแผนรวมศูนย์จากส่วนกลาง โดยไม่ได้คำนึงถึงโครงสร้างปัจจัยการผลิตภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

ดังนั้น เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงครองอำนาจ การ “เปิดและปฏิรูป” จึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันเป็นฉันทามติ (Consensus) กรณีนี้ต่างจากอินเดีย ซึ่งถึงแม้จะเริ่มต้นการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ระบบกฎหมายที่ดีกว่า แต่กลับไม่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบตลาดและการส่งออกได้เต็มที่เช่นจีน เพราะความขัดแย้งทางการเมืองภายในระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายปฏิรูป... จีนต่างจากรัสเซีย เพราะตอนที่รัสเซียเริ่มต้นปฏิรูป คนรัสเซียอยู่ดีกินดีกว่าชาวจีน ทำให้ค่าแรงสูงกว่าจีน... และจีนต่างจากไทย เพราะไทยเองก็เริ่มต้นการพัฒนาจากฐานที่สูงกว่าจีน ค่าแรงสูงกว่า และความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายปฏิรูปก็มีมากเช่นกันในการเมืองหลากสีสันของไทย

ในช่วงเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจ กฎหมายจีนจะห่วยสักเพียงใด ก็ไม่เป็นไร เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในช่วงนั้นยังไม่ต้องพึ่งกฎหมายมากนัก  จีนมุ่งผลิตเพื่อขายให้ต่างประเทศ ขอแค่ส่งของออกไปได้ ที่เหลือก็ใช้กฎหมายต่างประเทศ ส่วนภายในประเทศจีนเอง ยังเป็นสังคมชนบทที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนนอกเหนือไปจากการเข้าเป็นลูกจ้างในโรงงานต่างชาติ การปฏิรูปกฎหมายจีนในช่วงนั้นทำได้ง่าย เพราะเริ่มจากศูนย์ และไม่มีกลุ่มผลประโยชน์ขัดขวาง (เพราะทุกคนยังจนพอๆ กัน) เนื้อหาของกฎหมายที่ต้องการปฏิรูปก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน

 

กฎหมายค่อยๆ เพิ่มความสำคัญมากขึ้นตามขั้นตอนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สำหรับตอนนี้ จีนได้มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้นภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกได้มาถึงจุดอิ่มตัว ต่างชาติที่มีศักยภาพเข้าไปลงทุนในจีนก็ได้เข้าไปในจีนกันจนเกือบครบแล้ว แถมประเทศเกิดใหม่ค่าแรงถูกเช่นเวียดนามก็เริ่มแย่งโรงงานต่างชาติไปจากจีน ทั้งคนสหรัฐฯ และยุโรปก็ยากจนลงเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ คราวนี้จึงได้เวลาที่จีนจะปรับโฉมการพัฒนาเศรษฐกิจมาเป็นการเน้นพัฒนาภาคบริการและภาคการเงิน และเน้นส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ


เศรษฐกิจที่เน้นภาคบริการ ภาคการเงิน และตลาดภายในประเทศที่ขยายตัว ย่อมมีความซับซ้อน และต้องอาศัยโครงสร้างทางกฎหมายที่ดียิ่งขึ้น... ที่จริงแล้ว กฎหมายกับการพัฒนาเศรษฐกิจสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ระดับกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว  ดังที่บางประเทศได้ตกอยู่ในห้วงเหวรายได้ระดับกลาง (Middle-Income Trap) มาอย่างยาวนานอย่างโงหัวไม่ขึ้น (แถมไม่ค่อยรู้ตัว) ก็เพราะไม่สามารถปฏิรูปกฎหมายให้สอดรับกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจได้

 

ชะตากรรมของจีนจึงขึ้นอยู่กับการปฏิรูปกฎหมายว่าจะไปได้ลึกซึ้งกว้างขวางเพียงใด จะถูกกลุ่มผลประโยชน์ (ซึ่งเริ่มมีหนาตาและอาจเสียประโยชน์จากการปฏิรูป) ขัดขวางดังเช่นในบางประเทศหรือไม่ ปริศนาจึงยังคงดำเนินต่อไป


สุดท้ายนี้ สำหรับผู้สนใจจะร่วมไขปริศนากันต่อ ขอประชาสัมพันธ์งานสัมมนา “ปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจจีน...จุดเปลี่ยนการค้าการลงทุนแดนมังกร” ซึ่งจะเน้นเสวนาทิศทางการปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจและภาคการเงินของจีน พร้อมผลกระทบและโอกาสของนักลงทุนไทย งานนี้ได้คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ปักกิ่ง บินลัดฟ้ามาปาฐกถาพิเศษ พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ในวันที่ 13 ก.ค. 55 เวลา 13.00 – 17.30 น. ที่ธนาคารกสิกรไทย อาคารราษฎร์บูรณะ สำรองที่นั่งฟรีที่ 02-888-8822


**อ. อาร์ม  ตั้งนิรันดร คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย