Switch to: uk
27 March 2017 23:08PM

DEP เสริมทัพใหม่ ขยายฐานวัตถุดิบ สร้างการลงทุนในต่างประเทศ

25 Nov 06 ,  รัตนาวลี เกียรตินิยมศักดิ์
  • 0
กรมส่งเสริมการส่งออก จัดตั้งสำนักใหม่ Global Sourcing and Off Shoring พร้อมดัน 2 นโยบายเด่น Landed Duty Paid และ Regional Hub เสริมศักยภาพนักธุรกิจส่งออกไทย

ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจไทยจะไม่สู้ดีนัก แต่สำหรับภาครวมของธุรกิจส่งออกไทยโดยรวมในปีนี้ มีแนวโน้มจะสามารถขยายตัวได้ถึง 17.5% ภาคส่งออกไทยจึงเปรียบเสมือนเสาค้ำยันไม่ให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม กรมส่งเสริมการส่งออกรับบทบาทบาทเด่น เป็นทัพหน้าหาปฏิบัติภารกิจสำคัญ สร้างรูปแบบการส่งเสริมการส่งออกใหม่ๆ ให้กับนักธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น

     คุณเบญจวรรณ รัตนประยูร รองอธิบดี กรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่าในปีนี้กรมส่งเสริมการส่งออกเพิ่มสำนักใหม่ Global Sourcing and Off Shoring เพื่อจัดหาแหล่งวัตถุดิบ และช่องทางลงทุนในต่างประเทศ และกำลังดำเนินการข้อเสนอการขายระหว่างประเทศแบบใหม่เรียกกว่า Landed Duty Paid เพื่อเอาใจผู้ซื้อต่างประเทศ พร้อมกับเป็นผู้ประสานงานโครงการ Regional Hub หรือศูนย์กลางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ อันเป็นนโยบายใหม่จากกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้เพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศ เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย

ขยายฐานการผลิต ส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศ
 ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2549 กรมฯ จะมีการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก เพื่อผลักดันการส่งออกของประเทศให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ที่สำคัญได้แก่ การจัดตั้งสำนักงานใหม่ ชื่อว่า Global Sourcing and Off Shoring เพื่อดูแลด้านการจัดหาวัตถุดิบและการลงทุนในต่างประเทศ แบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ Global Sourcing เป็นการบริหารจัดการด้านการนำเข้าของผู้ประกอบการไทย เช่น การแสวงหาแหล่งวัตถุดิบ พลังงาน สินค้าทุน ตลอดจนนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ และราคาที่เหมาะสมเพื่อทดแทนแหล่งนำเข้าเดิมที่มีคุณภาพที่ต่ำกว่า หรือราคาสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าไทยออกสู่ตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการแสวงหาผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศที่มีความสามารถเฉพาะด้านให้มาร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

 สำหรับการส่งเสริมธุรกิจ Off Shore คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ในต่างประเทศมากขึ้น และสร้างเครือข่ายการทำธุรกิจระหว่างประเทศ โดยอาจจะเป็นการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรง (Direct Investment) การเข้าไปควบรวมกิจการในต่างประเทศ (Merger and Acquisition) การร่วมลงทุนกับคู่ค้าในต่างประเทศ (Joint-venturing) หรือการขายแฟรนไชส์สู่ตลาดต่างประเทศ (Franchising) เป็นต้น เพื่อสนับสนุนให้เกิดการทำการค้าระหว่างประเทศครอบคลุมในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบ out-out ซึ่งเป็นการผลิตสินค้าในประเทศอื่น แล้วนำไปส่งขายสินค้าในตลาดต่างประเทศต่อไป ซึ่งเป็นรูปแบบการทำธุรกิจระหว่างประเทศที่มีน้อยมากในหมู่ผู้ประกอบการไทย

ราคาสินค้าบวกบริการ ส่งตรงถึงผู้ซื้อ 
 การขนส่งแบบ Landed Duty Paid (LDP) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า Destination Duty Paid (DDP) หรือ Door Delivery Duty Tax Paid (DDP) คือการขนส่งสินค้าแบบครบวงจร (Door to Door) ซึ่งผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ทั้งหมด ตั้งแต่การชำระค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าภาษีนำเข้า การเคลียร์ด้านศุลกากรในประเทศปลายทาง ตลอดจนถึงการเก็บเข้าสู่คลังสินค้าและนำส่งสินค้าให้กับลูกค้า โดยที่ผู้ส่งออกจะคิดราคาสินค้ารวมกับค่าบริการดังกล่าว และนำไปเสนอขายในลักษณะเป็นแพ็กเกจ เพื่อส่งสินค้าให้ถึงมือผู้ซื้อได้โดยตรง 

 การเสนอขายเช่นนี้จะมีผลประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยและผู้ซื้อจากต่างประเทศ กล่าวคือสามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้ตามความต้องการของลูกค้าภายในระยะเวลาอันสั้น ลูกค้าไม่ต้องดูแลเรื่อง Inventory เองเพิ่มความคล่องแคล่วในการส่งมอบสินค้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าล็อตเล็กหรือล็อตใหญ่ การเสนอขายแบบ LDP จะตัดผู้นำเข้า (Importer) ซึ่งเป็นคนกลางออก ผู้ขายไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นให้กับผู้นำเข้า ต้นทุนสินค้าจึงถูกลง ผู้ประกอบการไทยสามารถคำนวณต้นทุนราคาขายได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ทำให้เจรจาต่อรองและแข่งขันในด้านราคาได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศจีน ซึ่งได้ทำการเสนอขายระบบนี้ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศเม็กซิโกเป็นเวลา 2 ปีแล้ว และส่วนมากเป็นการส่งออกประเภทเฟอร์นิเจอร์

 การตัดคนกลางในการส่งออกปฏิบัติได้หลายวิธี เช่น ตั้งบริษัทดำเนินการในต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและต้องลงทุนสูง วิธีหนึ่งที่นิยมใช้คือการจัดหา Logistics Service Provider ที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ และมีศักยภาพมากพอที่จะสามารถดูแลด้านการขนส่งรวมทั้งการกระจายสินค้าได้ทั้งหมดกระบวนการ ขณะนี้ทางกรมส่งเสริมการส่งออกกำลังแนะนำ Logistics Service Provider ให้เข้ามาทำความรู้จักกับอุตสาหกรรมแต่ละภาค                 การใช้โลจิสติกส์ต่างชาติเข้ามาดูแล อาจจะเสียค่าบริการสูง แต่ถ้าภาคอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ รวมตัวกัน และต่อรองกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ก็จะสามารถได้ค่าบริการที่ถูกลง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

 คุณเบญจวรรณ กล่าวเสริมว่า “ภาคอุตสาหกรรมของเราจะต้องปรับเปลี่ยนแนวทางจากการที่เป็นผู้รับผลิตอยู่ในเมืองไทย และขายในราคาที่เมืองไทย เป็นการผลิตสินค้าและต้องบวกค่าบริการด้วย ทำให้ได้ผลกำไรกลับเข้าประเทศมากขึ้น การแข่งขันดีขึ้น ขณะนี้ราคาสินค้าไทยแพงสู้จีนไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีการที่เราจะแข่งขันได้ เราต้องบวกค่าบริการ”
 
     ขณะนี้ธุรกิจส่งออกที่ให้ความสนใจในเรื่องการเสนอขายแบบ LDP คือ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ อาหารแช่แข็ง ข้าว อาหารสำเร็จรูป ผลไม้อบแห้ง กรมฯ มองเห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องเร่งผลักดัน เพื่อให้เราสามารถมีข้อเสนอขายที่หลากหลายและแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น ภาคเอกชนอาจจะมีการเสนอขายสินค้าแบบเดิมๆ เช่น FOB, C&F หรือ CIF แต่ควรจะมีการเสนอขายแบบ LDP เป็นทางเลือกหนึ่งให้กับลูกค้า สำหรับผู้ที่สนใจการเสนอขายแบบ LDP ทางกรมฯจะเชิญคนมาฝึกอบรมให้กับผู้ส่งออก เพื่อให้มีความรู้ และมีความเข้าใจในเรื่อง LDP มากยิ่งขึ้น และได้มอบให้สำนักโลจิสติกส์และการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ เป็นผู้ดูแลต่อไป

เครือข่ายการเจรจาการค้าประจำภูมิภาคทั่วโลก
     กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกเน้นการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (hub) ของภูมิภาคและเป็นประตูการค้า (gateway) ของภูมิภาคอาเซียนโดยได้กำหนดให้มีศูนย์ภูมิภาค (Regional Hub) ประจำภูมิภาคต่างๆทั่วโลก เพื่อเป็นเครือข่ายสนับสนุนและเชื่อมโยงการดำเนินการให้สอดคล้องกับประเด็นสำคัญ (emerging issues) ในภูมิภาคนั้น ทั้งนี้เพื่อรักษาและขยายตลาดธุรกิจการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก และยกระดับสถานะของเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน
    
     ศูนย์ภูมิภาคมีจำนวนทั้งหมด 6 ศูนย์ ได้แก่ ภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียตะวันออก อาเซียน จีน และอินเดีย โดยมีกลไลการทำงานคือมีหัวหน้าคณะทำงานผู้รับผิดชอบภารกิจด้านต่างประเทศประจำภูมิภาค (Regional Leader) ปฏิบัติงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และหัวหน้าคณะดำเนินงานด้านต่างประเทศประจำภูมิภาค (Regional Manager) ปฏิบัติงานอยู่ในสำนักงานในต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์  ศูนย์ภูมิภาคจะดำเนินการในลักษณะเชื่อมโยงระหว่างการทำงานตามยุทธศาสตร์ การทำงานตามภารกิจ และการทำงานตามพื้นที่ โดยระดมทรัพยากรจากทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานปลัดกระทรวง กรมส่งเสริมการส่งออก กรมเจรจราการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ
    
     แผนยุทธศาสตร์ของศูนย์ภูมิภาคแผนยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) ของศูนย์ภูมิภาค ประกอบด้วย 9 แผนยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA)  2) การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ/หุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Economic Cooperation/Partnership) 3) การปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า (Trade Measure)  4) อำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facility) 5) การส่งเสริมธุรกิจการค้า (Business Promotion) 6) การสรรหาและเชื่อมโยงทรัพยากรจากต่างประเทศ (Global Sourcing) 8) การเสริมสร้างสมรรถนะด้านการค้า (Capacity Building) โดยแต่ละภูมิภาคจะมีแผนงานยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคนั้น 
    
     ทั้งนี้ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินโครงการนี้คือ ไทยจะมีส่วนแบ่งตลาดการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ เพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งตลาดการค้าของไทยในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท รวมทั้งธุรกิจของไทยสามารถไปประกอบธุรกิจในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศได้ไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี ทำให้ดุลการค้าระหว่างประเทศของไทยเกินดุล หรือขาดดุลน้อยลง ส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไทยจะเป็นศูนย์กลางและเครือข่ายการดำเนินภารกิจแนวใหม่ด้านธุรกิจการค้าระหว่างประเทศประจำภูมิภาคทั่วโลก เพื่อขยายตลาดการค้าและธุรกิจไทยในต่างประเทศ พัฒนา ยกระดับและผลักดันนักธุรกิจของไทยไปขยายเครือข่ายและประกอบธุรกิจในต่างประเทศ สรรหาและแสวงหาวัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรที่เหมาะสมจากต่างประเทศ เพื่อมาใช้เป็นทรัพยากรสำหรับขยายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของไทย นอกจากนี้จะทำให้ไทยมีเครือข่ายศูนย์ข้อมูลเชิงลึกด้านการค้าและการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศของภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกที่เชื่อมโยงกัน สามารถนำมาใช้เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกที่สอดคล้องกับกระแสพลวัตรของโลกาภิวัตน์ได้อย่างทันเวลาและมีประสิทธิภาพ

     กิจกรรมการส่งออกต่างๆ จากกรมส่งเสริมการส่งออกเหล่านี้ล้วนมีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน คือสร้างศักยภาพให้ผู้ส่งออกพร้อมรบในสมรภูมิการค้าระหว่างประเทศ เพื่อนำชัยชนะและสร้างเงินตราเข้าสู่ประเทศไทยได้สำเร็จต่อไป