“Satin” ปรับพยากรณ์การขายให้แม่นยำ เชื่อลดสินค้าคงคลังได้

16 Jan 13 ,  logisticsviews
  • 0

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน ที่ผ่านมาเรามองข้ามจุดนี้ไปเลย


ธนชัย สุจินตะมณี

บริษัท ซีแอลบี แมทเทรส จำกัด ผู้นำธุรกิจเครื่องนอนและผลิตภัณฑ์ที่นอน “Satin” หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ ปี 2555 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงกันยายน 2555 โดยวางเป้าหมายการพัฒนาประสิทธิภาพโลจิสติกส์ด้านการพยากรณ์การขาย เพื่อลดปริมาณสินค้าคงคลังของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

นายธนชัย สุจินตะมณี กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ เบื้องต้นเห็นว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจ ซึ่งบริษัทเองก็มีแนวทางและนโยบายในการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในทุกๆ ส่วนอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาบริษัทฯ เน้นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตมากกว่า

“เริ่มแรกในความเข้าใจตอนที่เข้าร่วมโครงการใหม่ๆ คิดว่าโลจิสติกส์น่าจะเป็นเรื่องของการขนส่ง และการจัดเก็บสินค้า ซึ่งเราอยากจะลดต้นทุนสินค้าคงคลัง และต้องการองค์ความรู้ใหม่ๆ มาช่วยวิเคราะห์ ซึ่งคิดว่าที่ผ่านมาเราเองก็น่าจะมีการควบคุมการจัดการที่ดีพอสมควร ในตอนนั้นเพียงต้องการรู้ว่าจะมีเทคนิคหรือมุมมองการวิเคราะห์ใหม่ๆ จากความรู้ที่เราเคยมีหรือไม่”

สิ่งที่เห็นชัดเจนจากการเข้าร่วมโครงการฯ คือ การพัฒนาศักยภาพและเสริมความรู้ให้กับพนักงาน การเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสร้างความตื่นตัวในการพัฒนาให้กับพนักงานได้เป็นอย่างดี ส่วนด้านการลดค่าใช้จ่ายนั้น ทางบริษัทฯ ยังไม่สามารถสรุปได้ในระยะเวลาอันสั้น

“เนื่อง จากสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำล้วนเป็นงานใหญ่ เนื้อหาที่เรานำมาพัฒนาจึงต้องอาศัยระยะเวลา ดังนั้นเรื่องต้นทุนโลจิสติกส์ในส่วนของสินค้าคงคลังที่ลดลง ตัวเลขที่เก็บตอนนี้ยังมีมูลค่าไม่มาก แต่เชื่อว่าถ้าทำได้สำเร็จและต่อเนื่อง คาดว่าจะมีตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ลดลงในส่วนนี้ได้มากทีเดียว”

“ที่ผ่านมาบริษัทมีระบบควบคุมด้วยองค์ความรู้ของเราเอง ถามว่าเราพอใจกับผลที่ได้รับใน 2 เดือนนี้หรือไม่ เราพอใจในระดับหนึ่ง เนื่องจากเราคาดหวังว่าที่จะลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่เราปรับปรุงลักษณะนี้ต้องอาศัยเวลาและค่อยๆ ปรับ จึงยังไม่สามารถวัดผลได้ภายใน 2 เดือน แต่เชื่อว่าดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน ที่ผ่านมาเรามองข้ามจุดนี้ไปเลย”

ในเรื่องของการลดสินค้าคงคลัง ที่ผ่านมาบริษัทฯ เน้นในเรื่องของการควบคุมการตอบสนองข้อมูลหรือคำสั่งซื้อที่เข้ามา โดยไม่ได้พิจารณาและคำนึงถึงการพัฒนาปรับปรุงข้อมูลจากฝ่ายขาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า ถ้ามีข้อมูลของฝ่ายขายที่แม่นยำ มีวิธีการพยากรณ์การขายที่ถูกต้องและเหมาะสม งานส่วนอื่นก็จะง่ายขึ้น การควบคุมสินค้าคงคลังก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ที่ผ่านมายอมรับว่าเรามีความแม่นยำในการพยากรณ์การขายเพียงร้อยละ 50-60 เท่านั้น ทำให้ทุกๆ ฝ่าย ทั้งส่วนคลังสินค้าสินค้าสำเร็จรูป สินค้ากึ่งสำเร็จรูป การเตรียมวัตถุดิบ ต้องสร้างสินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock or Buffer Stock) เผื่อไว้เป็นทอดๆ ไป จนทำให้สต็อคมีมากเกินความจำเป็น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ถ้าเราทำการพยากรณ์การขายให้แม่นยำขึ้น แต่ละฝ่ายก็ไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาปริมาณสินค้าคงคลังสำรองไว้ในปริมาณมาก”

การ พยากรณ์การขายที่แม่นยำต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศในการเก็บข้อมูล และประมวลผลมาช่วยในเรื่องการวิเคราะห์ ซึ่งที่ผ่านมาในเรื่องระบบการเก็บข้อมูล บริษัทฯ ต้องปรับรูปแบบการเก็บข้อมูลใหม่ ซึ่งหากต้องการข้อมูลในเชิงลึกก็จำเป็นต้องลงทุนในเรื่องระบบเทคโนโลยี สารสนเทศการจัดเก็บข้อมูลใหม่

“โครงการแบบนี้ผมไม่ค่อยเห็น ส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงการผลิต และพัฒนาบุคลากร ในส่วนโลจิสติกส์ตัวผมเองได้รับข้อมูลน้อยมาก ฉะนั้นคิดว่าในส่วนของโครงการมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการหลายแห่งที่เป็นโรงงานผลิตส่วนใหญ่มีกระบวนการโลจิสติกส์ของตนเอง มีฝ่ายขนส่ง ระบบการจัดเก็บของตัวเอง คิดว่ายังต้องการข้อมูลข่าวสาร และการพัฒนาในลักษณะนี้อีกมาก จึงอยากให้ทางผู้จัดโครงการฯ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ๆ มากขึ้น”

“อีกส่วนหนึ่งที่อยากเสนอแนะคือ เรื่องระยะเวลาของโครงการฯ ค่อนข้างสั้นเพียง 2 เดือน อยากให้พิจารณาขยายเวลาให้นานกว่านี้ รวมไปถึงการเข้าโรงงานเพื่ออบรมแนะนำให้บ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเราต้องอาศัยการปรับทัศนคติของพนักงาน เนื่องจากพนักงานบางส่วนอาจจะรู้สึกว่าการทำโครงการต่างๆ เป็นการเพิ่มงานให้กับพวกเขา แต่ถ้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกอาทิตย์ก็จะเป็นการค่อยๆ ปรับความรู้สึกและทัศนคติให้ดีขึ้นเอง ซึ่งผมอาจจะโชคดีที่พนักงานมีความกระตือรือร้นกับการพัฒนาในเรื่องต่างๆ” คุณธนชัย กล่าวโดยสรุป